เราอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลงและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
หรือที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เรียกว่า "โลกของ VUCA (VUCA World)" ที่หมายถึง โลกที่สภาวะความผันผวน (Volatility) ไม่แน่นอน (Uncertainty) ซับซ้อนยุ่งเหยิง (Complex)
และคลุมเครือ (Ambiguity) คำนี้เป็นคำที่ถูกประดิษฐ์โดยวิทยาลัยสงครามทหารบกของสหรัฐอเมริกา
เมื่อหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น
แต่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อกว่าหลายปีที่ผ่านมา
ด้วยสถานการณ์ VUCA นี้ แต่ละประเทศจึงมีความคาดหวังกับนโยบายการคลังที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ซึ่งเป็นรูปแบบที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกว่า
"การใช้นโยบายการคลังอัจฉริยะ" (Smart Fiscal Policy) ที่ต้องคำนึงถึงรูปแบบของการ "ทำน้อยได้มาก (Do More with Less)"
โดยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญของการใช้นโยบายการคลังอันชาญฉลาด"
ในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนเมษายนที่ผ่านมาดังนี้
- นโยบายการคลังควรตรงกันข้ามกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (Counter-cyclical fiscal policies) คือรัฐต้องมีการลดงบประมาณรายจ่าย (หรือเพิ่มภาษี) ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว และจะเพิ่มงบประมาณรายจ่าย (หรือลดภาษี) ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งในการทำลักษณะนี้จะส่งผลให้นโยบายการคลังมีลักษณะของการช่วยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ลดโอกาสการขาดดุงการคลัง และมีแนวโน้มของการให้นโยบายการคลังมีลักษณะของการเป็น "ผู้รักษาเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ" (Automatic Stabilizer) มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการทางการคลังที่ดี เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพ และส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าในระยะยาว
- นโยบายการคลังควรสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว (Fiscal policy should be growth friendly) ซึ่งหมายถึงการที่นโยบายการคลังจะต้องเอื้อไปสู่กิจกรรมที่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมการเจริญเติบโตในด้านอุปทาน (Supply Side) เป็นหลักมากกว่าการไปกระตุ้นเพียงด้านอุปสงค์ ซึ่งในการทำเช่นนี้ต้องให้แน่ใจว่านโยบายการคลังเอื้อไปสู่การเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพในด้าน 1) ปัจจัยทุน (Capital) ซึ่งได้แก่เครื่องจักรเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ, 2) แรงงาน (Labor) ซึ่งรวมไปถึงการสร้างทุนมนุษย์อย่างเช่น การศึกษาและการฝึกอบรม สาธารณะสุข รวมไปถึงการสร้างโอกาสในการจ้างงาน และ 3) การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เช่นการลงทุนในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยในการยกระดับการผลิตสินค้าและบริการ การพัฒนาระบบไอที รวมถึงการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ เป็นต้น
- นโยบายการคลังควรต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วม (Fiscal policy should promote inclusion) ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายการคลังที่จะต้องครอบคลุมไปสู่ผู้ด้อยโอกาสในประเทศ เช่นครัวเรือนที่มีฐานะยากจนจริง ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ยังไม่สามารถมีเครื่องมือในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Mechanism) ที่เหมาะสมได้ จึงส่งผลให้นโยบายการคลังส่วนใหญ่จึงออกมาในลักษณะของแบบให้กับทุกคน (Universal) ทั้งนี้ด้วยภาระทางการคลังที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางการคลังจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องได้รับการศึกษาและหาแนวทางการดำเนินการในปัจจุบัน ทั้งการใช้นโยบายการโอนเงินแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) หรือการใช้อัตราภาษีแบบติดลบ (Negative Income Tax) ก็เป็นรูปแบบที่ควรได้รับการนำมาใช้ในบริบทของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย
- นโยบายการคลังควรสอดคล้องความสามารถในการเก็บภาษีของรัฐบาล (Fiscal policy should be supported by a strong tax capacity) โดยที่ผ่านมารัฐบาลของหลายประเทศได้ดำเนินนโยบายการคลังที่มีโอกาสในการสร้างการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหานี้เกิดขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาจำนวนมากทั่วโลกล้วนมีความต้องการในการใช้นโยบายการคลังในการพัฒนาประเทศ ในขณะที่ประเทศเหล่านี้กลับมีความสามารถในการจัดเก็บภาษีต่ำ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างแนวทางใหม่ในการจัดเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็น 1) การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นทั้งจากผู้เลี่ยงภาษีเดิมและจากเศรษฐกิจนอกระบบต่างๆ, 2) ควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน เช่นภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ให้มากขึ้น และ 3) หาแนวทางในการเพิ่มภาษีการบริโภคตามความจำเป็น และนำเงินภาษีเหล่านั้นไปใช้ในระบบสวัสดิการอย่างเหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมาย
- นโยบายการคลังควรดำเนินการอย่างรอบคอบ (Fiscal policy should be prudent) เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจส่งผลทำให้นโยบายการคลังถูกนำมาใช้เกินกว่าที่ประมาณการไว้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่นโยบายการคลังจะถูกตัดสินจากวิจารณญาณของผู้บริหารประเทศมากกว่าการดำเนินตามกฎเกณฑ์ อันส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังอาจเป็นไปอย่างไม่รอบคอบ ดังนั้นควรที่จะ 1) ปรับกระบวนการทางงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลเกิดความรับผิดชอบทางการคลังในระยะยาว รวมถึงสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสเพิ่มขึ้น เช่น การจัดทำแผนงบประมาณระยะปานกลาง, 2) ปรับปรุงกฎการคลัง (Fiscal rules) และการบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อช่วยควบคุมการใช้ดุลพินิจของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายทางการคลังหรือลดความเอนเอียงในการจัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และ 3) จัดตั้งองค์กรทางการคลังที่เป็นอิสระเพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดทำงบประมาณ รวมถึงเพิ่มข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบจากระบบรัฐสภาและภาคประชาชน ซึ่งในกรณีของประเทศไทย องค์กรทางการคลังที่เป็นอิสระในลักษณะนี้ว่า "PBO" (หรือ Parliamentary Budget Office)
ทั้งนี้
ข้อเสนอขององค์กรการเงินระหว่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เลยในด้านวิชาการทางการคลัของประเทศไทย
ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร
แต่ปัญหาที่สุดของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยก็คือ
"ถึงแม้ว่าเรารู้แล้วว่าควรปรับปรุงอย่างไร แต่จะไม่มีใครที่จะยอมปรับปรุงตามนั้น"
เพราะมันหมายถึงเงินในกระเป๋าและฐานเสียงของนักการเมืองที่จะต้องสูญเสียไปด้วย
