รัฐบาลไทยได้ดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี
พ.ศ. 2560 (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การขึ้นทะเบียนคนจน) อีกครั้งหลังจากได้มีการทำมาก่อนหน้านี้ในปี
พ.ศ. 2559
เพื่อรวบรวมและเฟ้นหาข้อมูลเพื่อให้ภาครัฐได้มีฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย
โดยรอบปี พ.ศ. 2560 นี้ภาครัฐได้มีการขยายระยะเวลาการลงทะเบียน
(จากหนึ่งเดือนเป็นหนึ่งเดือนครึ่ง) และเพิ่มหน่วยงานรับลงทะเบียนให้คลอบคลุมทั่วถึงมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการที่ประชาชนจะมาลงทะเบียน
(จากเดิมที่มีเพียง 3 แห่งได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร,
ธนาคารออมสิน, และธนาคารกรุงไทย โดยได้เพิ่มอีกสองหน่วยงานคือคลังจังหวัดทั้ง 76
จังหวัดและสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร)
อันส่งผลให้ยอดผู้มาลงทะเบียนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8 ล้านคนในปี พ.ศ.2559 เป็นประมาณ
14 ล้านคนในรอบปี พ.ศ.2560 นี้ เพื่อให้ภาครัฐสามารถการออกแบบสวัสดิการให้
"ถูกฝา ถูกตัว และถูกใจ" เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นและมีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนได้
ประการแรก
-
เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศเทศไทยเป็นแรงงานนอกระบบ (Informal
Sector) เช่นเกษตรกร หาบเร่แผงลอย และรับจ้างทั่วไป
จึงทำให้ระบุหารายได้ที่แท้จริงยาก การใช้รายได้ที่แจ้งจากผู้มาลงทะเบียนจะไม่สามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องได้
ประการที่สอง
-
และเนื่องจากไม่สามารถตรวจหารายได้ที่แท้จริงได้
จึงเป็นช่องว่างที่ผู้มาลงทะเบียนบางคนอาจสวมรอยโดยการแจ้งรายได้ที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อจะได้มีโอกาสในการรับการช่วยเหลือจากโครงการต่างๆ
ของรัฐ ในขณะที่ผู้ที่มีฐานะยากจนจริงอาจจะไม่สามารถมาลงทะเบียนนี้ได้ทั้งหมด
ซึ่งอาจเพราะติดขัดในการเดินทางออกจากบ้านหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากในเมือง
ซึ่งเข้าข่ายว่าคนที่มาลงทะเบียนเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็มาจาก
"ความตั้งใจที่อยากจะยากจน" มากกว่าการคนที่ยากจนจริง
ประการที่สาม
-
ถึงแม้ว่าในการขึ้นทะเบียนคนยากจนนี้ ภาครัฐใช้วิธีการคัดกรองข้อมูลอยู่ 2-3
ชั้นอยู่บ้างซึ่งได้แก่ 1. ตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลกับกรมการปกครอง, 2.
ตรวจสอบข้อมูลรายได้กับกรมสรรพากร, และ 3 ตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจนได้ข้อมูลของผู้ที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์แล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่ได้เป็นที่แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเชื่อมโยงถึงกัน โดยอาจจะมีคนยากจนอยู่จำนวนมากที่ไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรหรือในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จึงไม่ได้เข้ามาอยู่โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการรัฐ ปี พ.ศ. 2560
ประการที่สี่
- ข้อมูลที่ใช้ในการคัดกลองคนจนที่รัฐใช้อาจมีความสำคัญที่จะกำหนดความยากจนไม่เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยของการไม่มีที่อยู่อาศัยอาจส่งผลต่อความยากจนมากกว่าปัจจัยด้านรายได้
ในขณะที่คนยากจนที่เป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการก็น่าจะลำบากกว่าคนยากจนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือไม่พิการ
ซึ่งส่งผลให้คนจนที่มีปัจจัยที่แตกต่างกันนี้ควรจะได้รับสวัสดิการการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน
(หรือไม่เท่ากันตามความจำเป็น) อย่างไร ในขณะที่การลงทะเบียนคนจนได้กำหนดเพียงคนที่มีรายได้ต่ำกว่า
100,000 บาทต่อปีให้เป็นคนจน และให้การช่วยเหลื่อในวงเงินที่เท่ากัน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้มาลงทะเบียนประมาณ
14 ล้านคนพบว่า น่าจะมีผู้ลงทะเบียนเหล่านั้นจำนวนมากที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริง
หรืออาจเลือกที่จะเป็นคนยากจนเองโดยไม่คิดจะพัฒนาตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น
ผู้มาลงทะเบียนเป็นผู้ที่ไม่มีเงินกู้ประมาณร้อยละ 40.9
ซึ่งอาจสะท้อนว่าไม่ได้มีปัญหาด้านการเงินจริง, เป็นผู้ว่างงานถึงร้อยละ 33.6
ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นการว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจหรือจากความสมัครใจ,
มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองถึงร้อยละ 46.08
ซึ่งแสดงว่ามีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งก่อสร้าง, และจบการศึกษาตั้งแต่มหาวิทยาลัยขึ้นไปถึงเกือบ
400,000 คนซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าผู้ที่จบการศึกษาสูงจะมีฐานะยากจน
โดยจากข้อมูลมีจำนวนมากถึงกว่า 400 คนที่จบในระดับปริญญาเอก
แต่มาลงทะเบียนว่าตัวเองมีฐานะยากจน ด้วยเหตุผลดังกล่าว
การขึ้นทะเบียนคนจนและเชื่อมตามข้อมูลที่ได้รับนี้จึงไม่สามารถเชื่อถือได้ทันที
แต่เป็นเพียง "บันใดขั้นแรก" ของการค้นหาคนจนเท่านั้น
งานศึกษาจำนวนมากแนะนำให้วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นให้มากขึ้นก่อน
เช่นการแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้วิธีการ Proxy Mean Test หรือ PTM
ซึ่งก็คือ
การไปวิเคราะห์ที่ปัจจัยทางคุณลักษณะของแต่ละคนมากกว่าที่จะไปดูที่รายได้ เช่น
ขนาดของที่อยู่อาศัย วัสดุที่ทำหลังคาบ้าน วัสดุที่ใช้สร้างบ้าน การมีบุตร
จำนวนบุตร เพศ อายุ และการพิการ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี
การวิเคราะห์ด้วยวิธีการ Proxy
Mean Test นี้ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ เช่น
การที่จะต้องพึ่งพาข้อมูลสำรวจซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ล่าช้าไม่เป็นข้อมูล Real
Time นอกจากนี้ยังบ่อยครั้งที่การวิเคราะห์ด้วย Proxy Mean
Test จะไม่ได้รับความเชื่อถือ หรืออาจมีการแทรกแซงจากฝั่งการเมือง
อันทำให้ข้อมูลการค้นหาคนจนนี้อาจจะยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยจากงานศึกษาของธนาคารโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คิดวิธีการดังกล่าวนี้ระบุว่า
การทำ Proxy Mean Test ในประเทศต่างที่ทำมา
ยังสามารถครอบคลุมค้นหาประชาชนที่มีฐานะยากจนจริงๆ ได้น้อยมาก
อย่างไรก็ดี
ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีลักษณะของข้อมูลที่เป็น Big Data ได้กลายมามีบทบาทสำคัญต่อการช่วยในการค้นหาคนยากจนในประเทศต่างๆ
ซึ่งจะเป็นข้อมูลอะไรนั้นจะนำเสนอในบทความต่อไป
