ต้องขอขอบคุณคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ที่ได้รับผมเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ (พ.ศ. 2548) จนได้รับตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ทั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พ.ศ.2549), รองศาสตราจารย์ (พ.ศ.2551), ศาสตราจารย์ (พ.ศ.2555), และศาสตราจารย์เงินเดือนขั้นสูงหรือศาสตราจารย์ระดับซี 11 เดิม (พ.ศ.2560) ซึ่งถือเป็นที่สิ้นสุดและสูงสุดของตำแหน่งทางวิชาการที่พึงจะได้ กว่า 12 ปีของการทำงานที่นิด้าเป็น 12 ปีที่ทำให้ชีวิตการทำงานของผมมีทั้งความก้าวหน้าและมีความสุขไปพร้อมๆ กันครับ
ทั้งนี้ ผมอยากขอถือโอกาสแสดงข้อคิดสำหรับใครที่อยากจะมุ่งมั่นทำงานและเติบโตเป็นอาจารย์ที่เน้นสายการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (ไม่ใช่อาจารย์ที่เน้นสายบริหารนะครับ อันนั้นอาจต้องทำตรงข้าม) โดยข้อคิดนี้มาจากประสบการณ์ของผมเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากข้อคิดของหลายๆ ท่าน ดังนี้ครับ
1. การจะเป็นอาจารย์สายงานวิจัยได้ดีนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่มี "ความคิดนอกกรอบ คิดอะไรแปลกๆ และขวางโลก" และพยายามบุกเบิกแนวคิดใหม่ๆ ในสาขาของตน อย่าไปเดินตามทางคนอื่น แต่หาแนวทางของตัวเอง ถึงแม้ว่าสาขาที่เราบุกเบิกมันอาจจะไม่ฮอตตอนนี้ แต่ใครจะรู้เมื่อมันเกิดฮอตขึ้นมา เราอาจจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในเรื่องๆ นั้น ส่วนตัวผมเอง ในการทำงานในสาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อ 12 ปีก่อน ผมพยายามเอาเศรษฐศาสตร์มาอธิบายเรื่องใกล้ๆ ตัวเช่น ความตาย การแต่งงาน หรือการมีลูก จะเขียนตำราก็จะเน้นตำราที่ไม่มีใครเคยเขียน เช่น เศรษฐศาสตร์ภาคบริการ หรือ ครุเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายมันเป็นอะไรที่ทำให้เรามีสไตล์การทำวิจัยที่ต่างจากอาจารย์ทั่วไป (ซึ่งการจะคิดอะไรนอกกรอบได้นั้น ผมแนะนำให้อาจารย์รุ่นใหม่ อ่านหนังสือการ์ตูน ดูหนังดูละคร เดินดูงานศิลปะให้มาก อยู่ในมหาวิทยาลัยให้น้อยลง)
2. การจะเป็นอาจารย์สายงานวิจัยต้องมีความยืดหยุ่นและยอมรับได้กับความไม่สมบูรณ์แบบ อาชีพนี้เป็นลักษณะของอาชีพที่ต้องการการเรียนรู้และพัฒนา ประเด็นที่สำคัญคือ เราต้องทราบว่าจุดอ่อนของงานของเราอยู่ตรงไหน อาจารย์ที่ผมรู้จักจำนวนมากเป็นอาจารย์ที่เคยเป็นเด็กเรียนหนังสือเก่งมาก่อนเลยมีลักษณะของ Perfectionism คือจะทำงานแต่ละทีต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ยอมที่งานจะเสร็จถ้างานนั้นไม่สมบูรณ์ บางคนไม่ยอมที่จะตีพิมพ์ผลงานเพราะคิดว่างานตัวเองไม่ดีพอ หรือบางคนต้องทำอะไรเป็นแบบขั้นตอนมากเกินไป เช่นต้อง 1 และค่อย 2 และค่อย 3 (อาจารย์แบบ 1 2 3 นี้มีเยอะมาก) สุดท้ายพอเวลาผ่านไป อาจารย์ที่เก่งๆ เหล่านั้นกลับมีผลงานออกมาเพียงไม่กี่ชิ้น และไปใช้เวลาส่วนใหญ่กับการไปคิดมากเกินไป การลดเรื่องคิดมากนี้คือต้องลดอัตตาตัวเองลง และไม่ต้องสนใจคำติของคนอื่นมากนัก
3. สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว การเป็นอาจารย์สายวิจัยควรคิดเรื่องคนอื่น (ที่ไม่ใช่คนสำคัญของเรา) ให้น้อย แคร์คนให้น้อย พูดให้น้อย คิดให้มาก ผมเห็นอาจารย์รุ่นใหม่จำนวนมากต้องเสียเวลาไปกับการพูดคุย แคร์ผู้บังคับบัญชา แคร์เพื่อนร่วมงาน กลัวนักศึกษาไม่โปรดและพยายามรักษาภาพลักษณ์อยู่เสมอ อย่าลืมว่างานวิชาการ เขาดูกันที่ผลงาน ไม่ใช่ภาพลักษณ์ ถ้าเรามัวแต่ไปแคร์ภาพลักษณ์มากเท่าไร ค่าเสียโอกาสในการทำงานที่ดีก็หายไปเท่านั้น อย่าลืมว่าอาชีพนี้เขาวัดกันที่สมองและผลงาน พูดเก่ง แต่งตัวเก่ง ภาพลักษณ์ดี ไม่ได้ช่วยอะไรมาก (แต่ถ้าอยากเป็นอาจารย์สายบริหารก็อาจจะทำตรงข้าม)
4. การจะเป็นอาจารย์สายงานวิจัยต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อาชีพนี้ไม่มีทางลัด มีแต่เส้นตรง ใครทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย นอกจากนี้ยังต้องมี deadline มากำกับการส่งงานตลอดเวลา คล้ายๆ กับคนทำงาน Freelance ดังนั้นงานนี้คืองานที่ต้อง "ใช้ร่างกาย" ในการทำงาน การนอนดึก ทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นเรื่องปกติของสายอาชีพนี้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงไม่รอดแน่ๆ และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว นอกจากจะทำงานดึกๆ ได้ เราจะมีสมองที่คิดอะไรได้อีกมาก โดยส่วนตัวผมจะคิดงานออกเสมอในขณะกำลังออกกำลัง แต่ก่อนเคยมีนักศึกษาผู้ช่วยถามผมว่า "ผมต้องทำอย่างไรถึงจะทำงานได้เยอะเหมือนอาจารย์?" ผมแนะนำไปว่า "ขั้นแรกให้ออกกำลังกายทุกวันวันละอย่างน้อย 30 นาที ไปทำก่อน 3 เดือนแล้วค่อยมาคุยกันต่อ" (สุดท้ายนักศึกษาคนนั้นก็หายไปเลย คงมองว่าผมแนะนำอะไรไร้สาระ)
5.สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว เนื่องจากงานอาจารย์สายวิจัยเป็นงานที่ต้องทำแข่งกับเวลา ดังนั้นการมี Commitment ที่จะส่งงานให้ทันตามกำหนดอย่างมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก (และสำคัญยิ่งชีพ) อาจารย์จำนวนมากไม่ให้ความสำคัญกับการส่งงานให้ตรงเวลา บางคนรับปากเรื่อยเปื่อยแต่ไม่ได้ทำตามสัญญาที่รับปากนั้น และพยายามเตะถ่วงการส่งงานสายของตัวเอง (พวกที่พูดอะไรแบบพล่อยๆ นี้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ผมใช้ screen คนที่ไม่ได้คุณภาพออกไป) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมบอกนักศึกษาและเพื่อนร่วมทีมวิจัยเสมอว่า สิ่งที่เราต้องแคร์มากที่สุดไม่ใช่คุณภา่พของงาน แต่เป็น Deadline ของการส่งงาน ดังนั้นจึงตั้งปณิธานในการทำงานวิจัยที่รับจ้างเขามาทำว่า "ทั้งชีวิตนี้ เราจะไม่มีการส่งงานสาย" และที่ผ่านมาก็ยังไม่สาย
6. การจะก้าวหน้าในตำแหน่งอาจารย์สายวิจัยต้องอย่า "มองอะไร (และทำอะไร) แค่ขั้นต่ำ" ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะบอกให้เราทำงานวิจัยขั้นต่ำแค่ปีละ 1 ชิ้น ตีพิมพ์ในวารสารแค่ในประเทศก็ได้ หรือเขียนตำราหน้งสือแค่เล่มเดียวก็ได้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ แต่ข้อกำหนดเหล่านั้น "มันเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ ของคนทำอะไรแค่พอผ่าน" แต่มันใช้ไม่ได้กับคนที่จะเป็นเลิศ ชีวิตของผมถือคติเสมอว่า "เร็วดีกว่าช้า เกินดีกว่าขาด มากดีกว่าน้อย" เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันหนึ่งถ้ามาตรฐานขั้นต่ำเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง มันก็จะไม่กระทบอะไรกับเรา (ตำแหน่งศาสตราจารย์เงินเดือนขั้นสูงนี้ก็มาจากการที่ผมมักจะตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารต่างประเทศเป็นหลัก ถึงแม้ว่าเขาจะให้ตีพิมพ์ในวารสารไทยได้ก็ตาม แต่สุดท้ายการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศมักจะนำมาสู่การถูก cite งานที่มากขึ้นในระดับสากล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของการประเมินตำแหน่งนี้ และแน่นอนว่าถ้าผมคิดแค่ทำงานขั่นต่ำ ตีพิมพ์แค่วารสารไทย จะมีต่างชาติคนไหนมา cite งานเรา)
7. การจะก้าวหน้าในตำแหน่งอาจารย์สายวิจัย อย่าทำงานเพราะเงิน ให้มองที่ Passion ของเรา ให้ทำวิจัยในเรื่องที่เราอยากรู้ ถ้าไม่รู้นอนตายตาไม่หลับ แล้วเราจะอิ่มเอมกับเรื่องที่ทำ ถ้าไม่มีใครให้ทุนก็อย่าไปสนใจ ทำเอาสนุก เอางานนั้นไปตีพิมพ์วารสารทางวิชาการก็ได้ พยายามหาแนวร่วม เช่นนำเสนอ passion กับนักศึกษาที่สามารถพัฒนาหัวข้อวิจัยร่วมกัน (และใช้เป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาได้) และส่งตีพิมพ์งานนั่นในวารสารทางวิชาการด้วยกัน จะได้พัฒนานักศึกษาไปด้วย การทำงานวิจัยเพราะเงิน สุดท้ายก็จะได้แต่เงิน ไม่ได้ความสุข ไม่ได้ความอิ่มเอม ไม่ได้ความยั่งยืน
แนวคิดนี้เป็นแนวคิดการทำงานของผมเท่านั้นครับ อาจจะผิดบ้างถูกบ้าง (แต่ผมทำแล้วคิดว่าถูก) ซึ่งอาจจะพอไปประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย
ปล. Passion ในการทำงานวิจัยของผมเริ่มน้อยลงแล้วเพราะไม่มีตำแหน่งวิชาการไหนให้ขึ้นอีก ใครมีตำแหน่งงานอะไรที่น่าสนใจในการสร้าง Passion ใหม่ๆ รบกวนแจ้งให้ทราบด้วยครับ
