ในสมัยก่อน
ที่ยังไม่มีระบบสังคมออนไลน์ เรามักพบปะเพื่อนฝูงกันผ่านชีวิตจริง
เราคบกันแบบโลกอานาล็อก (Analog World) เราไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ที่บ้านจะยากดีมีจนอย่างไร
(อาจจะรู้แต่ไม่เห็นเป็นภาพ) เราไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้จะไปเที่ยวเมืองนอกกี่ครั้ง
จะบินชั้นประหยัดหรือชั้นธุรกิจ เราไม่รู้ว่าบ้านเขาใหญ่หรือเล็ก
หรือเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรนอกรั้วโรงเรียน และถ้าจะติดต่อกันก็ใช้วิธีปกติอย่างโทรศัพท์หรือเขียนจดหมาย
ในความคิดของผม การไม่รู้นี้ถือว่าเป็น "สิ่งที่ดี"
เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์มีความจริงใจและเป็นไปได้อย่างยาวนาน
หนึ่งในข้อกังวลด้านคุณภาพการศึกษาไทยประเด็นหนึ่งที่ผมมักหยิบยกไปบรรยายในเวทีต่างๆ
ก็คือ "การที่เด็กในยุคปัจจุบัน (นอกจากจะเป็นลูกคนเดียวเป็นส่วนมากแล้ว)
ยังมีโอกาสการเข้าสู่โลกสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคม Social
Media อย่าง Facebook, Line, หรือ Twitter
มากขึ้น" ในขณะที่เด็กในสมัยก่อนไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นการส่วนตัวมานานก็คือ
ผมมีความเชื่อว่าเด็กที่เข้าสู่สังคมออนไลน์เหล่านั้นอาจจะมีความ
"อิจฉาริษยา" กันเพิ่มขึ้นจากการที่เราไป "รับรู้"
และได้เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนในโลกออนไลน์เหล่านั้น (Social
Comparison)
เพื่อให้ความกังวลของผมได้ถูกไขข้อสงสัย
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระยุทธ เจริญสุขมงคลซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นน้องที่นิด้า
โดยอาจารย์ท่านมีความชำนาญในการศึกษาด้านการจัดการด้านจิตวิทยาองค์กร (Organization
Psychology) และได้ฝากให้อาจารย์พีรยุทธช่วยทำการศึกษาในประเด็นนี้ให้หน่อย
และเมื่อได้ผลการศึกษาแล้ว
ผมยังขอให้อาจารย์ช่วยตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารทางวิชาการชั้นนำในต่างประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของงานนั้นได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีความน่าเชื่อถือ
(ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากทางโลกวิชาการ)
ด้วยความเป็นนักวิชาการมืออาชีพ
อาจารย์พีรยุทธได้รับปากจะทำให้ (โดยทำจาก passion เป็นหลักไม่ได้มีเงินทองอะไรตอบแทน)
และได้ผลการศึกษาออกมาแล้ว นอกจากนั้น อาจารย์พีรยุทธยังได้รับการตีพิมพ์งานศึกษานี้ในวารสาร
Journal of Child and Family Studies ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติที่อยู่ในระดับ
Quartile 1 ของฐานข้อมูล Scopus ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นกลองคุณภาพของงานศึกษาชิ้นนี้แล้ว
ผลการศึกษาเป็นอย่างที่ผมกังวลไว้จริงๆ
ครับ จากผลการสำรวจวัยรุ่นไทยจำนวน 250 คนและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธี
Partial Least Square พบว่า เด็กวัยรุ่นที่มีการเล่น Social
Media อย่างเข้มข้นจะมีแนวโน้มที่จะชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนในสังคม
(Social Comparison) มากขึ้น และจะมีระดับของความอิจฉาริษยา
(Envy) สูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่ค่อยเล่น Social Media ยิ่งถ้ามีปัจจัยที่สร้างการแข่งขันกันระหว่างเพื่อนในกลุ่ม (Competition
among Peer Group) จะยิ่งเสริมสร้างให้ระดับของความอิจฉานั้นเพิ่มทวีขึ้น
นอกจากนี้ยังพบว่า
ลูกที่มี "พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น"
ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไปเพิ่มระดับความขี้อิจฉาริษยาให้กับลูกของตนมากขึ้น
(จากการเล่น Social Media) ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากว่า
ภายใต้สังคมไทยที่ครอบครัวในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเลือกที่จะมีลูกคนเดียว
(ที่มักจะได้รับทุกอย่างจากพ่อแม่และไม่จำเป็นต้องเสียสละอะไรให้กับใคร)
ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาปัจจุบันที่มีแต่การแข่งขัน ซึ่งลูกมักถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องเรียนเก่งให้ทัน
(หรือให้มากกว่า) เพื่อน (โดยเฉพาะลูกที่มาจากพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบ) นอกจากนี้
วันๆ ยังนั่งเล่นแต่ไอแพดและเข้า Facebook จนบางครั้งยังไม่สามารถแยกแยะโลกของความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง
(Virtual World) ออกจากกันได้
ลองคิดเล่นๆ ครับว่า
สังคมในอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้า เด็กคนนั้นกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต่อให้ฉลาด
แต่ต้องได้ทุกอย่างจากการแข่งขัน เสียสละไม่เป็น และยังขี้อิจฉาอีก
โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ที่มาจากเด็กเรียนเก่งเหล่านั้นจะมีโอกาสที่จะได้เป็นชนชั้นนำของประเทศในอนาคต
ผู้ที่สนใจในงานวิจัยดังกล่าวสามารถ Download ได้จาก https://link.springer.com/article/10.1007/s10826-017-0872-8