23 ตุลาคม 2560

"สังคมออนไลน์" กับ "ความอิจฉาริษยา"

ในสมัยก่อน ที่ยังไม่มีระบบสังคมออนไลน์ เรามักพบปะเพื่อนฝูงกันผ่านชีวิตจริง เราคบกันแบบโลกอานาล็อก (Analog World) เราไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ที่บ้านจะยากดีมีจนอย่างไร (อาจจะรู้แต่ไม่เห็นเป็นภาพ) เราไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้จะไปเที่ยวเมืองนอกกี่ครั้ง จะบินชั้นประหยัดหรือชั้นธุรกิจ เราไม่รู้ว่าบ้านเขาใหญ่หรือเล็ก หรือเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรนอกรั้วโรงเรียน และถ้าจะติดต่อกันก็ใช้วิธีปกติอย่างโทรศัพท์หรือเขียนจดหมาย ในความคิดของผม การไม่รู้นี้ถือว่าเป็น "สิ่งที่ดี" เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์มีความจริงใจและเป็นไปได้อย่างยาวนาน

หนึ่งในข้อกังวลด้านคุณภาพการศึกษาไทยประเด็นหนึ่งที่ผมมักหยิบยกไปบรรยายในเวทีต่างๆ ก็คือ "การที่เด็กในยุคปัจจุบัน (นอกจากจะเป็นลูกคนเดียวเป็นส่วนมากแล้ว) ยังมีโอกาสการเข้าสู่โลกสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคม Social Media อย่าง Facebook, Line, หรือ Twitter มากขึ้น" ในขณะที่เด็กในสมัยก่อนไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นการส่วนตัวมานานก็คือ ผมมีความเชื่อว่าเด็กที่เข้าสู่สังคมออนไลน์เหล่านั้นอาจจะมีความ "อิจฉาริษยา" กันเพิ่มขึ้นจากการที่เราไป "รับรู้" และได้เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนในโลกออนไลน์เหล่านั้น (Social Comparison)




เพื่อให้ความกังวลของผมได้ถูกไขข้อสงสัย ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระยุทธ เจริญสุขมงคลซึ่งเป็นอาจารย์รุ่นน้องที่นิด้า โดยอาจารย์ท่านมีความชำนาญในการศึกษาด้านการจัดการด้านจิตวิทยาองค์กร (Organization Psychology) และได้ฝากให้อาจารย์พีรยุทธช่วยทำการศึกษาในประเด็นนี้ให้หน่อย และเมื่อได้ผลการศึกษาแล้ว ผมยังขอให้อาจารย์ช่วยตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารทางวิชาการชั้นนำในต่างประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของงานนั้นได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีความน่าเชื่อถือ (ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากทางโลกวิชาการ)

ด้วยความเป็นนักวิชาการมืออาชีพ อาจารย์พีรยุทธได้รับปากจะทำให้ (โดยทำจาก passion เป็นหลักไม่ได้มีเงินทองอะไรตอบแทน) และได้ผลการศึกษาออกมาแล้ว นอกจากนั้น อาจารย์พีรยุทธยังได้รับการตีพิมพ์งานศึกษานี้ในวารสาร Journal of Child and Family Studies ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติที่อยู่ในระดับ Quartile 1 ของฐานข้อมูล Scopus ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นกลองคุณภาพของงานศึกษาชิ้นนี้แล้ว

ผลการศึกษาเป็นอย่างที่ผมกังวลไว้จริงๆ ครับ จากผลการสำรวจวัยรุ่นไทยจำนวน 250 คนและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธี Partial Least Square พบว่า เด็กวัยรุ่นที่มีการเล่น Social Media อย่างเข้มข้นจะมีแนวโน้มที่จะชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนในสังคม (Social Comparison) มากขึ้น และจะมีระดับของความอิจฉาริษยา (Envy) สูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่ค่อยเล่น Social Media ยิ่งถ้ามีปัจจัยที่สร้างการแข่งขันกันระหว่างเพื่อนในกลุ่ม (Competition among Peer Group) จะยิ่งเสริมสร้างให้ระดับของความอิจฉานั้นเพิ่มทวีขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่า ลูกที่มี "พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น" ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไปเพิ่มระดับความขี้อิจฉาริษยาให้กับลูกของตนมากขึ้น (จากการเล่น Social Media) ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากว่า ภายใต้สังคมไทยที่ครอบครัวในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเลือกที่จะมีลูกคนเดียว (ที่มักจะได้รับทุกอย่างจากพ่อแม่และไม่จำเป็นต้องเสียสละอะไรให้กับใคร) ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาปัจจุบันที่มีแต่การแข่งขัน ซึ่งลูกมักถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องเรียนเก่งให้ทัน (หรือให้มากกว่า) เพื่อน (โดยเฉพาะลูกที่มาจากพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบ) นอกจากนี้ วันๆ ยังนั่งเล่นแต่ไอแพดและเข้า Facebook จนบางครั้งยังไม่สามารถแยกแยะโลกของความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง (Virtual World) ออกจากกันได้

ลองคิดเล่นๆ ครับว่า สังคมในอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้า เด็กคนนั้นกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต่อให้ฉลาด แต่ต้องได้ทุกอย่างจากการแข่งขัน เสียสละไม่เป็น และยังขี้อิจฉาอีก โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ที่มาจากเด็กเรียนเก่งเหล่านั้นจะมีโอกาสที่จะได้เป็นชนชั้นนำของประเทศในอนาคต


ผู้ที่สนใจในงานวิจัยดังกล่าวสามารถ Download ได้จาก https://link.springer.com/article/10.1007/s10826-017-0872-8