ได้มีโอกาสอ่านงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณ
Dave
Fulk ที่เขียนเกี่ยวกับการที่เพื่อนของเขาถามว่าเพราะเหตุใดเขาถึงจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ลูกได้เล่นกีฬา
(อ่านได้ตาม link นี้ https://www.linkedin.com/pulse/one-my-friends-asked-why-do-you-pay-so-much-money-your-dave-fulk)
ในฐานะของพ่อที่มีลูกเล่นกีฬาเช่นกัน
(และยังเป็นพ่อที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์) คุณ Dave Fulk เขียนได้ตรงใจผมมากๆ ครับ โดยได้ให้เหตุผลดังนี้
คุณ Dave Fulk เขียนข้อความดังนี้
"เอาจริงๆ ผมไม่ได้จ่ายเงินให้ลูกได้เล่นกีฬา จริงๆ
ผมก็ไม่ได้แคร์เกี่ยวกับกีฬาที่เขาเล่นด้วยซ้ำไป แต่ที่ผมจ่ายก็คือ
"ผมจ่ายให้กับเหตุการณ์เมื่อลูกของผมเกิดการท้อแท้และอยากที่จะเลิกเล่น
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เลิก"
"ผมจ่ายให้กับทุกๆ วันที่ลูกของผมกลับจากโรงเรียนและรู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องไปฝึกฝนกีฬา
แต่สุุดท้ายแล้วเขาก็ไป"
"ผมจ่ายให้กับการที่ลูกของผมจะเรียนรู้ในการสร้างวินัย สร้างความทุ่มเท
และเสียสละ"
"ผมจ่ายให้กับการที่ลูกของผมจะเรียนรู้ในการดูแลสุขภาพร่างกาย
รวมไปถึงการดูแลรักษาอุปกรณ์การกีฬาของเขา"
"ผมจ่ายให้กับการที่ลูกผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่นและเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีมเพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จของทีม"
"ผมจ่ายให้กับได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความผิดหวังเมื่อเขาไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ
แต่สุดท้ายเขาก็จะกลับมาอีกครั้งกับพัฒนาการที่ดีขึ้น"
"ผมจ่ายให้ลูกผมได้เรียนรู้ในการกำหนดเป้าหมายและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
"ผมจ่ายให้ลูกผมได้เคารพ ไม่เฉพาะกับตัวเอง แต่กับนักกีฬาคนอื่น
รวมไปถึงผู้จัดการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ และโค๊ช"
"ผมจ่ายให้ลูกผมได้เรียนรู้ในการใช้เวลาแต่ละชั่วโมง แต่ละปี
ในการได้มีซึ่งการเป็นแชมป์
ซึ่งเขาจะรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้มาได้เพียงชั่วข้ามคืน"
"ผมจ่ายให้ลูกผมให้มีความภาคภูมิใจกับความสำเร็จเล็กๆ
และพยายามยิ่งขึ้นไปสู่เป้าหมายในระยะยาว"
"ผมจ่ายเพื่อสร้างโอกาสให้กับลูกผมได้มีการสร้างมิตรภาพในระยะยาวซึ่งจะเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าแก่เขาในอนาคต
และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเขาเอง..อย่างที่ผมกำลังภูมิใจในตัวเขาอยู่"
"ผมจ่ายให้ลูกผมต้องใช้ชีวิตในสนามหรือในโรงยิมมากกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแทบเล็ต"
"จริงๆ มีมากกว่านี้อีก แต่ถ้าเอาสั้นๆ
ผมจ่ายให้กับโอกาสที่การเล่นกีฬาจะสร้างพัฒนาการตลอดทั้งช่วงชีวิตให้กับลูกของผม
และสร้างโอกาสให้กับคนอื่นๆ ใครจะไปรู้
ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นการลงทุนที่ดีเอามากๆ"
รูปของลูกชายของผมขณะแข่งขันกีฬาเทนนิส
ประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้
"กีฬามาพัฒนาคน และให้คนมาพัฒนาชาติ"
เพราะเงินที่ลงทุนกับการกีฬาจะนำมาสู่ทั้งผลได้ส่วนบุคคล (Private
Return) และผลได้ทางสังคม (Social Return) ที่สูงมาก
เด็กที่เล่นกีฬานอกจากจะมีระดับทักษะเชิงพฤติกรรม (Non-Cognitive Skill) ที่สูงกว่าเด็กที่ไม่เล่นกีฬา
และทักษะเชิงพฤติกรรมนี้ล้วนมีความจำเป็นมากกว่าทักษะทางปัญญา (Cognitive
Skill) กับการเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในโลกอนาคต โดยทักษะด้านพฤติกรรม (Non Cognitive Skill) ในที่นี้หมายถึง
ทักษะอื่นๆ นอกเหนือจากทักษะทางปัญญา อันบ่งบอกถึงพฤติกรรมและทักษะการดำเนินชีวิต
(Life Skill) ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางอารมณ์
ทักษะในการเข้าสังคม ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะในการเข้าใจผู้อื่น
ความมุ่งมั่น และการมองโลกในแง่บวก เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว
ทักษะดังกล่าวค่อนข้างยากในการวัดออกมาเป็นค่าที่แน่นอน
โดยทักษะทางพฤติกรรมเหล่านี้มีความสำคัญต่ออาชีพการงานของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
และเป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ ในหลายๆ อาชีพ ทักษะทางด้านพฤติกรรมกลับมีความสำคัญมากกว่าทักษะทางปัญญา
ในขณะทีประเทศไทยเรากลับทำตรงข้าม
เราไปมุ่งที่ระบบการศึกษาในรั้วโรงเรียนแบบผิดทาง
เราไปคิดว่าการเรียนมากๆ เป็นสิ่งที่ดีในการสร้างคน ในขณะที่การทำกิจกรรมอื่นๆ
นอกโรงเรียน (เช่นเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ) เป็นสิ่งที่เสียเวลา
(ในขณะที่พ่อแม่จำนวนมากไปยัดเยียดการเรียนให้ลูกเพิ่มขึ้นอีกจากการ
"กวดวิชา") โดยที่การศึกษาแบบแข่งขันกันเอาเกรดแบบเอาเป็นเอาตาย
มีการบ้านมหาศาล และมีการสอบแทบทุกอาทิตย์
กลับเป็นการทำลายโอกาสการพัฒนาในการเล่นกีฬาเหล่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีนักกีฬาเยาวชนในเกือบทุกกีฬา
"ลดลง" เป็นอย่างมาก
เด็กคนหนึ่งต่อให้เล่นกีฬาเก่งก็แทบไม่มีคู่แข่งให้ตัวเองได้พัฒนา
สุดท้ายเมื่อถึงจุดหนึ่ง
(ตามทฤษฎีประมาณ 12-15
ปี) เด็กไทยจะต้องเลือก ถ้าจะเป็นนักกีฬาก็ต้องทิ้งการเรียน
หรือถ้าอยากเรียนสูงๆ (สไตร์ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด) ก็ต้องทิ้งกีฬา สุดท้าย
ด้วยระบบการศึกษาแบบไทยๆ ที่ต้องเลือกนี้จึงทำให้
"ประเทศไทยถึงไม่มีทั้งเด็กที่เรียนเก่งและไม่มีทั้งเด็กที่เล่นกีฬาเก่งที่จะสามารถแข่งขันในระดับโลก
(ทั้งด้านการเรียนและด้านกีฬา) ได้
แต่จริงๆ แล้ว จากงานวิจัยของ James Heckman
(Heckman และคณะ 2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพบว่า
เด็กที่มีระดับทักษะทางพฤติกรรมสูง (ซึ่งได้จากการเล่นกีฬา)
จะมีระดับของทักษะทางปัญญา (Cognitive Skill) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
โดยผลจากการศึกษาพบว่า นอกจากทักษะทางพฤติกรรมจะส่งผลความสำเร็จในการทำงาน
อันส่งผลทำให้บุคลากรดังกล่าวได้รับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น
ทักษะพฤติกรรมเองก็ยังเป็นตัวกำหนดทักษะทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็น การเข้าเรียน
ความขยันหมั่นเพียร รวมไปถึงการเลือกอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของ Brunello and Schlotter (2011) ที่พบว่า
ทักษะทางพฤติกรรมที่ดีจะส่งผลต่อความสำเร็จทางด้านการเรียน
อันนำมาสู่ทักษะทางปัญญาที่สูงขึ้น
และในท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การงานตามมา
รูปของลูกชายของผมขณะแข่งขันกีฬาเทนนิส
หนึ่งในนโยบายของบริษัทดังๆ
ในต่างประเทศก็คือ เขาจะเลือกรับนักกีฬาเข้ามาทำงาน เพราะคนเหล่านั้นมีแนวโน้มของการทำงานเก่ง
ขยัน แข็งแรง อดทน แบ่งเวลาได้ และเข้ากับคนได้ดีกว่าเด็กเรียนเก่ง
สรุปง่ายๆ คือ
ถ้าอยากให้ลูกเรียนเก่งหรือเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง พ่อแม่ควรให้ลูกได้เล่นกีฬามากๆ
ครับ หรือถ้ายิ่งถึงขั้นเป็นนักกีฬาแข่งขันได้ยิ่งดี ให้ลูกได้
"แข่งกีฬาแล้วแพ้มากๆ" เขาจะได้ฝึกในการเป็น "ผู้แพ้"
เพื่อจะได้เรียนรู้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็น "ผู้ชนะ"
ได้อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต

