สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
มีมติเห็นชอบมาตรการ "ช้อปช่วยชาติ" กระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี 2560
โดยให้ผู้มีเงินได้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ
ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม
2560 รวม 23 วัน
มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
โดยสินค้าที่ได้รับการลดหย่อนได้แก่
·
ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า
·
ค่าซื้อสินค้าจากร้านค้า
Duty Free
·
ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและโรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
·
ค่าศัลยกรรมกับสถานเสริมความงามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
·
ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ
อะไหล่รถยนต์
·
ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน
เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
·
ค่าบริการทำสปา นวดหน้า
(ด้วยหมวดดังกล่าวจึงรวมธุรกิจอาบอบนวดไปโดยปริยาย) และ
·
ค่าตั๋วหนัง
ดังนั้นเมื่อดูรายการการใช้จ่ายแล้วจะเห็นได้ว่า
นโยบายนี้จะเอื้อไปสู่การช่วยเหลือผู้ที่รายได้ประจำที่อยู่ในฐานภาษีมากกว่าที่จะช่วยผู้ยากไร้ที่มีฐานะยากจน
และจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจรายใหญ่แทนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า นโยบายนี้
"ไม่ได้ช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประเทศ" แต่อย่างไร ตรงกันข้ามยิ่งจะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เพิ่มขึ้น
แต่ถ้ามองว่านโยบายนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อ
"การกระตุ้นเศรษฐกิจ" มากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำ โดยส่วนตัวผมมองว่า
"นโยบายนี้จะไม่ส่งผลอะไรต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน"
โดยสาเหตุมาจาก
1. เนื่องจากช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีระดับของการจับจ่ายใช้สอยสูง
ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะบิดเบือนการบริโภคโดยการชะลอการบริโภคในสินค้าที่ตัวเองจะต้องซื้ออยู่แล้ว
(โดยเฉพาะช่วยปลายปีที่จะมีกลยุทธ์การส่งเสริมการขายออกมาเป็นจำนวนมาก)
แต่ไปซื้อในช่วงที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีแทน
ดังนั้นด้วยพฤติกรรมการย้ายการบริโภคจากซื้อก่อนไปซื้อหลังนี้
นโยบายช้อปช่วยชาติจึงอาจไม่ส่งผลอะไรต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
2. เนื่องจากผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มากกว่าที่จะเป็นธุรกิจรายย่อย
ดังนั้นการใช้จ่ายดังกล่าวจึงส่งผ่านผลกระทบของ "ตัวคูณทวี (Multiplier
Effect)" ที่จะส่งผลต่อเนื่องต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น้อยมาก
เพราะเงินส่วนอยู่จะตกอยู่กับผู้ประกอบการมากกว่าที่จะตกไปสู่แรงงาน
และแน่นอนว่าอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อการสร้างงานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นถ้าประเมินตัวเลขของนโยบายนี้ออกมาแล้วเห็นว่าไม่ส่งผลอะไรต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่ต้องแปลกใจอะไรครับ
(จริงๆ นโยบายนี้ก็ไม่เคยมีการประเมินอะไรอยู่แล้ว) ถึงแม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่นั่งเทียนประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบมั่วๆ
ออกมาบอกว่านโยบายนี้ดันเศรษฐกิจโตเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม แต่การวิเคราะห์ดังกล่าว
ก็เป็นเพียงการวิเคราะห์เพียงหยาบๆ
จริงๆ แล้ว
ประเทศไทยมีปัญหามากมายที่ต้องการการช่วยเหลืออีกมาก โดยเฉพาะปัญหาทางสังคม
เรามีปัญหาสังคมสูงวัย เรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคม
เรามีปัญหา เรามีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา
และเรามีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข และอื่นๆ
อีกมากที่ต้องการการช่วยเหลือ (อย่างน้อยทางกำลังทรัพย์)
จากผลการศึกษาของ
World Giving Report พบว่า ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศใจบุญสุนทานที่สุดในโลกประเทศหนึ่งถ้าดูจากจำนวนเงินบริจาคต่อหัวของประชากร
ในบางปี เราเคยเป็นประเทศอันดับ 2 ที่ชอบในการบริจาคเงินมากที่สุด
แต่ทว่าเมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดการบริจาคเงินของเราส่วนมาก "หมดไปกับการทำบุญทางศาสนา
ถึงแม้ว่าในหลายครั้งเป็นการบริจาคที่มีวาระแอบแฝงต่างๆ มากมาย เช่นหวังรวย
หวังได้คู่ แก้ไขการทำผิด หรือหวังชาติภพที่ดีขึั้น
แต่แท้จริงแล้วการบริจาคที่จะได้ประโยชน์
(และน่าจะได้บุญด้วย) ก็คือ การเปลี่ยนเงินบริจาคเป็น "เงินลงทุนเพื่อสังคม" โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาคน
ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขก็ดี ด้านการศึกษาก็ได้
เงินลงทุนเหล่านั้นนอกจากจะสร้างผลได้ส่วนบุคคล (Private Return) ให้กับผู้บริจาคในรูปแบบของความสุขใจแล้ว
ยังนำมาสู่ผลได้ต่อสังคม (Social Return) ที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้นถ้าจะช่วยชาติจริง
ผมแนะนำให้เปลี่ยนนโยบายจาก "ช้อปช่วยชาติ" เป็น
"บริจาคช่วยชาติ" โดยเฉพาะการบริจาคที่จะเป็น
"การลงทุนทางสังคม" เพียงให้คนเอาเงินไปบริจาคตามมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่าง
หรือจะบริจาคร่วมกับ "พี่ตูน" ก็ได้ และนำใบที่ออกจากมูลนิธิเหล่านั้นมาขอลดหย่อนภาษี
ซึ่งการเปลี่ยนเงินบริจาคเป็นการลงทุนเพื่อสังคมดังกล่าว
นอกจากจะช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสอันเป็น "การช่วยชาติ"
โดยตรงแล้ว
เงินดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านโยบายช้อปช่วยชาติเดิมอีกด้วย
เรียกว่า "ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว" เลยทีเดียว
