27 พฤศจิกายน 2560

เปลี่ยนจาก "ช้อปช่วยชาติ" ... เป็น บริจาคช่วยชาติ"

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการ "ช้อปช่วยชาติ" กระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี 2560 โดยให้ผู้มีเงินได้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2560 รวม 23 วัน มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยสินค้าที่ได้รับการลดหย่อนได้แก่
·        ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า
·        ค่าซื้อสินค้าจากร้านค้า Duty Free
·        ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและโรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
·        ค่าศัลยกรรมกับสถานเสริมความงามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
·        ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ อะไหล่รถยนต์
·        ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
·        ค่าบริการทำสปา นวดหน้า (ด้วยหมวดดังกล่าวจึงรวมธุรกิจอาบอบนวดไปโดยปริยาย) และ
·        ค่าตั๋วหนัง



ดังนั้นเมื่อดูรายการการใช้จ่ายแล้วจะเห็นได้ว่า นโยบายนี้จะเอื้อไปสู่การช่วยเหลือผู้ที่รายได้ประจำที่อยู่ในฐานภาษีมากกว่าที่จะช่วยผู้ยากไร้ที่มีฐานะยากจน และจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจรายใหญ่แทนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า นโยบายนี้ "ไม่ได้ช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประเทศ" แต่อย่างไร ตรงกันข้ามยิ่งจะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เพิ่มขึ้น

แต่ถ้ามองว่านโยบายนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อ "การกระตุ้นเศรษฐกิจ" มากกว่าการลดความเหลื่อมล้ำ โดยส่วนตัวผมมองว่า "นโยบายนี้จะไม่ส่งผลอะไรต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน" โดยสาเหตุมาจาก
1.       เนื่องจากช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีระดับของการจับจ่ายใช้สอยสูง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะบิดเบือนการบริโภคโดยการชะลอการบริโภคในสินค้าที่ตัวเองจะต้องซื้ออยู่แล้ว (โดยเฉพาะช่วยปลายปีที่จะมีกลยุทธ์การส่งเสริมการขายออกมาเป็นจำนวนมาก) แต่ไปซื้อในช่วงที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีแทน ดังนั้นด้วยพฤติกรรมการย้ายการบริโภคจากซื้อก่อนไปซื้อหลังนี้ นโยบายช้อปช่วยชาติจึงอาจไม่ส่งผลอะไรต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
2.       เนื่องจากผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มากกว่าที่จะเป็นธุรกิจรายย่อย ดังนั้นการใช้จ่ายดังกล่าวจึงส่งผ่านผลกระทบของ "ตัวคูณทวี (Multiplier Effect)" ที่จะส่งผลต่อเนื่องต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น้อยมาก เพราะเงินส่วนอยู่จะตกอยู่กับผู้ประกอบการมากกว่าที่จะตกไปสู่แรงงาน และแน่นอนว่าอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อการสร้างงานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นถ้าประเมินตัวเลขของนโยบายนี้ออกมาแล้วเห็นว่าไม่ส่งผลอะไรต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่ต้องแปลกใจอะไรครับ (จริงๆ นโยบายนี้ก็ไม่เคยมีการประเมินอะไรอยู่แล้ว) ถึงแม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่นั่งเทียนประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบมั่วๆ ออกมาบอกว่านโยบายนี้ดันเศรษฐกิจโตเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม แต่การวิเคราะห์ดังกล่าว ก็เป็นเพียงการวิเคราะห์เพียงหยาบๆ

จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีปัญหามากมายที่ต้องการการช่วยเหลืออีกมาก โดยเฉพาะปัญหาทางสังคม เรามีปัญหาสังคมสูงวัย เรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคม เรามีปัญหา เรามีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา และเรามีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข และอื่นๆ อีกมากที่ต้องการการช่วยเหลือ (อย่างน้อยทางกำลังทรัพย์)

จากผลการศึกษาของ World Giving Report พบว่า ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศใจบุญสุนทานที่สุดในโลกประเทศหนึ่งถ้าดูจากจำนวนเงินบริจาคต่อหัวของประชากร ในบางปี เราเคยเป็นประเทศอันดับ 2 ที่ชอบในการบริจาคเงินมากที่สุด แต่ทว่าเมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดการบริจาคเงินของเราส่วนมาก "หมดไปกับการทำบุญทางศาสนา ถึงแม้ว่าในหลายครั้งเป็นการบริจาคที่มีวาระแอบแฝงต่างๆ มากมาย เช่นหวังรวย หวังได้คู่ แก้ไขการทำผิด หรือหวังชาติภพที่ดีขึั้น

แต่แท้จริงแล้วการบริจาคที่จะได้ประโยชน์ (และน่าจะได้บุญด้วย) ก็คือ การเปลี่ยนเงินบริจาคเป็น "เงินลงทุนเพื่อสังคม" โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาคน ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขก็ดี ด้านการศึกษาก็ได้ เงินลงทุนเหล่านั้นนอกจากจะสร้างผลได้ส่วนบุคคล (Private Return) ให้กับผู้บริจาคในรูปแบบของความสุขใจแล้ว ยังนำมาสู่ผลได้ต่อสังคม (Social Return) ที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ดังนั้นถ้าจะช่วยชาติจริง ผมแนะนำให้เปลี่ยนนโยบายจาก "ช้อปช่วยชาติ" เป็น "บริจาคช่วยชาติ" โดยเฉพาะการบริจาคที่จะเป็น "การลงทุนทางสังคม" เพียงให้คนเอาเงินไปบริจาคตามมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่าง หรือจะบริจาคร่วมกับ "พี่ตูน" ก็ได้ และนำใบที่ออกจากมูลนิธิเหล่านั้นมาขอลดหย่อนภาษี ซึ่งการเปลี่ยนเงินบริจาคเป็นการลงทุนเพื่อสังคมดังกล่าว นอกจากจะช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสอันเป็น "การช่วยชาติ" โดยตรงแล้ว เงินดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านโยบายช้อปช่วยชาติเดิมอีกด้วย เรียกว่า "ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว" เลยทีเดียว