30 ธันวาคม 2560

เศรษฐศาสตร์ความสุข

เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลส่งความสุข ดังนั้น จึงขอถือโอกาสเขียนบทความทางเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of Happiness) เพื่อส่งท้ายในปีนี้ครับ 



จริงๆ แล้ว งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข เป็นอีกหนึ่งสาขาทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มได้รับความสนใจในแวดวงวิชาการในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยสังเกตได้จากการที่เริ่มมีวารสารทางวิชาการเฉพาะที่จะตีพิมพ์ในสาขาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Journal of Happiness Studies, Journal of Happiness and Well-Being, Applied Research in Quality of Life, หรือ Quality of Life Research เป็นต้น งานศึกษาในสาขานี้โดยเกิดจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างเช่น รายได้ประชาชาติ การว่างงาน หรืออัตราเงินเฟ้อ อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง
           
ดังนั้นงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขแต่แรกเริ่มจึงจะเน้นศึกษาจากข้อมูลในระดับมหภาคเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไหนจะมีความสุขกว่ากัน (จากตัวชี้วัดต่างๆ ที่สามารถเปรียบเทียบได้ในแต่ละประเทศ โดยแนวทางการศึกษาจะมาจากการเก็บข้อมูลในระดับมหภาคต่าง ๆ เช่นระดับการจ้างงาน ระดับมลภาวะ หรือระดับรายได้ ของในแต่ละประเทศและนำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายถึงความสัมพันธ์กับระดับความสุขของคนในประเทศนั้น ซึ่งผลจากการศึกษาในด้านนี้พบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แม้รายได้เฉลี่ยของประชากรในโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีระดับของการบริโภคเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดทางด้านความสุข (Happiness Indicator) ต่าง ๆ แล้วพบว่า ประชากรโลกไม่ได้มีความสุขที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร แต่ตรงกันข้าม กลับพบว่าประชากรในโลกมีระดับของความทุกข์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาเหล่านี้ได้อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า การมีเงินเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ประชากรในโลกมีความสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร  แต่ความสุขที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากปัจจัยอื่นๆมากกว่าปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ 
            
นักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้ได้ให้เหตุผลว่า ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้มักไม่มีความพึงพอใจกับชีวิต เห็นเงินเป็นสรณะ และไม่มีความผูกพันกับธรรมชาติ จึงส่งผลทำให้ประชากรของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีการพัฒนาแล้วเหล่านี้ ดำเนินวิถีชีวิตโดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีฐานะยากจนกว่า อย่างไรก็ตาม ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้กลับมีความก้าวหน้าทางด้านการพัฒนาทางด้านสุขภาพและพลานามัยของประชากร ซึ่งส่งผลทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้จะมีอายุไขที่ยืนยาวกว่าประชากรในประเทศที่มีฐานะยากจน ประชากรในประเทศที่มีฐานะร่ำรวยยังได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีและมีมาตรฐาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ชดเชยผลของการทำลายทรัพยากรที่ส่งผลทำให้ความสุขลดลง การศึกษาในระดับข้อมูลมหภาคนี้ ได้ข้อสรุปว่า  ความสุขเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ  มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นต้น

การศึกษาในแนวทางที่สองก็คือ การใช้ข้อมูลในระดับจุลภาค (Micro Level) ซึ่งโดยทั่วไป ผู้วิจัยจะออกแบบสอบถามและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความแตกต่างจากการศึกษาในระดับมหภาคก็คือ ในกรณีของการใช้ข้อมูลในระดับจุลภาคนั้น จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆต่อความสุขในระดับของปัจเจกชน (Individual)  ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลในระดับจุลภาคได้อธิบายว่า รายได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อระดับความสุขของคน โดยพบว่าคนรวยที่มีฐานะที่ดีกว่า โดยเฉลี่ย จะมีความสุขมากกว่าคนจนเนื่องจากการไม่มีรายได้ทำให้คนยากจนกลุ่มนั้นไม่มีโอกาสที่จะบริโภคสินค้าที่สร้างความสุขให้แก่ตน มีระดับของการบริโภคที่ต่ำ และไม่มีระดับสวัสดิการที่ดีในการรองรับแก่ประชาชนที่มีฐานะยากจนเหล่านั้น ซึ่งผลที่ได้นี้ กลับตรงกันข้ามกับผลที่ได้จากการใช้ข้อมูลในระดับมหภาค

นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Factors) ต่าง ๆ โดยพบว่าระดับความสุขจะลดลงเมื่อบุคคลนั้นเกิดการว่างงาน และได้รับรายได้ที่ลดลง รวมไปถึงการอยู่อาศัยในเมือง และระดับของความสุขจะเพิ่มขึ้นในกรณีของบุคคลที่แต่งงานแล้ว, มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น,  และมีสุขภาพกายที่ดี เป็นต้น โดยในการศึกษายังอธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอายุและระดับของความสุขนั้นมีความสัมพันธ์ในลักษณะของ ตัวยู (U-Shape) โดยช่วงอายุที่คนมีระดับของความสุขต่ำที่สุด (หรือความทุกข์มากที่สุด) คือช่วงของวัยกลางคน โดยผลจากการศึกษาพบว่าคนในช่วงวัยนี้จะมีระดับของความสุขที่ต่ำกว่าในช่วงอายุของวัยเด็กและวัยชรา

อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างแน่ชัดว่า ปัจจัยที่กำหนดความสุขดังกล่าวจะสามารถอธิบายได้ในทุกประเทศ ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวอาจขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้นงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขจึงต้องการข้อมูลสำรวจของแต่ละประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่กำหนดระดับความสุขของคนในประเทศนั้นๆ

ในกรณีของประเทศไทย เริ่มมีการสำรวจในด้านความสุขและมีการศึกษาปัจจัยที่กำหนดความสุขของคนไทย และมีการผลิตงานวิจัยออกมาบ้างแล้ว ซึ่งจะขอยกยอดไปอธิบายในบทความของผมในเดือนต่อไปครับ