เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลส่งความสุข
ดังนั้น จึงขอถือโอกาสเขียนบทความทางเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of
Happiness) เพื่อส่งท้ายในปีนี้ครับ
จริงๆ แล้ว งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข
เป็นอีกหนึ่งสาขาทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มได้รับความสนใจในแวดวงวิชาการในต่างประเทศ
รวมถึงประเทศไทย โดยสังเกตได้จากการที่เริ่มมีวารสารทางวิชาการเฉพาะที่จะตีพิมพ์ในสาขาดังกล่าว
ไม่ว่าจะเป็น Journal of Happiness Studies, Journal of Happiness and
Well-Being, Applied Research in Quality of Life, หรือ Quality
of Life Research เป็นต้น
งานศึกษาในสาขานี้โดยเกิดจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่า
ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างเช่น รายได้ประชาชาติ การว่างงาน หรืออัตราเงินเฟ้อ
อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง
ดังนั้นงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขแต่แรกเริ่มจึงจะเน้นศึกษาจากข้อมูลในระดับมหภาคเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไหนจะมีความสุขกว่ากัน
(จากตัวชี้วัดต่างๆ ที่สามารถเปรียบเทียบได้ในแต่ละประเทศ โดยแนวทางการศึกษาจะมาจากการเก็บข้อมูลในระดับมหภาคต่าง
ๆ เช่นระดับการจ้างงาน ระดับมลภาวะ หรือระดับรายได้
ของในแต่ละประเทศและนำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายถึงความสัมพันธ์กับระดับความสุขของคนในประเทศนั้น
ซึ่งผลจากการศึกษาในด้านนี้พบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
แม้รายได้เฉลี่ยของประชากรในโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และมีระดับของการบริโภคเพิ่มขึ้นก็ตาม
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดทางด้านความสุข (Happiness Indicator) ต่าง ๆ แล้วพบว่า ประชากรโลกไม่ได้มีความสุขที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร
แต่ตรงกันข้าม กลับพบว่าประชากรในโลกมีระดับของความทุกข์มากขึ้น
ซึ่งจากการศึกษาเหล่านี้ได้อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า “การมีเงินเพิ่มขึ้น
ไม่ได้ทำให้ประชากรในโลกมีความสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร”
แต่ความสุขที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากปัจจัยอื่นๆมากกว่าปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้ได้ให้เหตุผลว่า
ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้มักไม่มีความพึงพอใจกับชีวิต
เห็นเงินเป็นสรณะ และไม่มีความผูกพันกับธรรมชาติ
จึงส่งผลทำให้ประชากรของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีการพัฒนาแล้วเหล่านี้
ดำเนินวิถีชีวิตโดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีฐานะยากจนกว่า
อย่างไรก็ตาม ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้กลับมีความก้าวหน้าทางด้านการพัฒนาทางด้านสุขภาพและพลานามัยของประชากร
ซึ่งส่งผลทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้จะมีอายุไขที่ยืนยาวกว่าประชากรในประเทศที่มีฐานะยากจน
ประชากรในประเทศที่มีฐานะร่ำรวยยังได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีและมีมาตรฐาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ชดเชยผลของการทำลายทรัพยากรที่ส่งผลทำให้ความสุขลดลง
การศึกษาในระดับข้อมูลมหภาคนี้ ได้ข้อสรุปว่า
ความสุขเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี
ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ
มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นต้น
การศึกษาในแนวทางที่สองก็คือ
การใช้ข้อมูลในระดับจุลภาค (Micro Level) ซึ่งโดยทั่วไป
ผู้วิจัยจะออกแบบสอบถามและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผล
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความแตกต่างจากการศึกษาในระดับมหภาคก็คือ
ในกรณีของการใช้ข้อมูลในระดับจุลภาคนั้น จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆต่อความสุขในระดับของปัจเจกชน
(Individual) ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลในระดับจุลภาคได้อธิบายว่า
รายได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อระดับความสุขของคน
โดยพบว่าคนรวยที่มีฐานะที่ดีกว่า โดยเฉลี่ย
จะมีความสุขมากกว่าคนจนเนื่องจากการไม่มีรายได้ทำให้คนยากจนกลุ่มนั้นไม่มีโอกาสที่จะบริโภคสินค้าที่สร้างความสุขให้แก่ตน
มีระดับของการบริโภคที่ต่ำ
และไม่มีระดับสวัสดิการที่ดีในการรองรับแก่ประชาชนที่มีฐานะยากจนเหล่านั้น ซึ่งผลที่ได้นี้
กลับตรงกันข้ามกับผลที่ได้จากการใช้ข้อมูลในระดับมหภาค
นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
(Socio-Economic
Factors) ต่าง ๆ โดยพบว่าระดับความสุขจะลดลงเมื่อบุคคลนั้นเกิดการว่างงาน
และได้รับรายได้ที่ลดลง รวมไปถึงการอยู่อาศัยในเมือง
และระดับของความสุขจะเพิ่มขึ้นในกรณีของบุคคลที่แต่งงานแล้ว, มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น, และมีสุขภาพกายที่ดี เป็นต้น
โดยในการศึกษายังอธิบายว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างอายุและระดับของความสุขนั้นมีความสัมพันธ์ในลักษณะของ “ตัวยู” (U-Shape) โดยช่วงอายุที่คนมีระดับของความสุขต่ำที่สุด
(หรือความทุกข์มากที่สุด) คือช่วงของวัยกลางคน โดยผลจากการศึกษาพบว่าคนในช่วงวัยนี้จะมีระดับของความสุขที่ต่ำกว่าในช่วงอายุของวัยเด็กและวัยชรา
อย่างไรก็ดี
ยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างแน่ชัดว่า
ปัจจัยที่กำหนดความสุขดังกล่าวจะสามารถอธิบายได้ในทุกประเทศ
ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวอาจขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน
ดังนั้นงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขจึงต้องการข้อมูลสำรวจของแต่ละประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่กำหนดระดับความสุขของคนในประเทศนั้นๆ
ในกรณีของประเทศไทย
เริ่มมีการสำรวจในด้านความสุขและมีการศึกษาปัจจัยที่กำหนดความสุขของคนไทย
และมีการผลิตงานวิจัยออกมาบ้างแล้ว ซึ่งจะขอยกยอดไปอธิบายในบทความของผมในเดือนต่อไปครับ
