จากบทความที่แล้วที่ผมได้เขียนเกริ่นนำกับงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข
(Economics
of Happiness) ว่าเป็นสาขาหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
(อ่านเพิ่มเติมได้จากhttp://piriya-pholphirul.blogspot.com/2017/12/blog-post.html) และได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจัยที่จะกำหนดความสุขของคนในแต่ละประเทศนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน
แต่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน ทั้งนี้จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลสำรวจรายบุคคลของแต่ละประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่กำหนดระดับความสุขของคนในประเทศนั้นๆ
ซึ่งในกรณีของประเทศไทย
เริ่มมีการสำรวจในด้านความสุขและมีการศึกษาปัจจัยที่กำหนดความสุขของคนไทยออกมาบ้างแล้ว
โดยบทความนี้ผมจะขอนำเสนองานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขที่ได้นำข้อมูลของคนไทยมาศึกษาและยังเป็นงานที่ได้รับการกลั่นกลองคุณภาพจากตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในต่างประเทศ
(International Publication) แล้ว 5 ชิ้นดังนี้
1. Rukumnauykit,
Pungpond (2016) "Does Income Matter for Subjective Wellbeing in Developing
Countries: Empirical Evidence from Thailand Microdata, Journal of Human
Behavior in the Social Environment, Vol. 26, No.2: 179-193
2. Pholphirul,
Piriya (2015) “Happiness from Giving: An Investigation of Thai Buddhists”, Applied
Research in Quality of Life, Vol.10, No.4: 703-720.
3. Pholphirul,
Piriya (2014) “Healthier and Happier?: An Urban Rural Divide in Thailand”, Journal
of Human Behavior in the Social Environment”, Vol.24, No.8: 973-985.
4. Rukumnuaykit,
Pungpond (2015) "Urbanisation, Poverty and Subjective Well-being:
Empirical Evidence from Thailand", Urban Policy and Research, Vol.33,
No.1: 98-118.
5. Rukumanuaykit,
Pungpond and Pholphirul, Piriya (2016) “Happiness from Social Capital: An
Investigation of Micro Data from Rural Thailand”, Community Development,
Vol.47, Issue 4: 562-573.
โดยจะตอบว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ดังนี้
รายได้ การแต่งงาน
และความสุข - การมีเงินที่มากขึ้นจะนำมาสู่ความสุขของคนไทยที่เพิ่มขึ้นหรือไม่? จากงานศึกษา (ชิ้นแรก) ของ Rukumnuaykit (2016) ใช้ข้อมูลจากข้อมูลดัชนีชี้วัดความสุขจากงานวิจัยเรื่อง
“การพัฒนาและทดสอบดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทย ซึ่งมีจุดเด่นของข้อมูลโดยเป็นการศึกษาจากตัวแทนประชากรทุกภาคในประเทศไทยจากประชากรที่มีอายุ
15-60 ปี ครอบคลุมตัวอย่างที่อยู่ใน 15 จังหวัด ใน 5 ภาค จำนวน 2,402 คน ผลการศึกษาพบว่า "รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อระดับความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
โดยเฉพาะคนที่มีการศึกษาสูง (ตั้งแต่ระดับมัธยมปลายขึ้นไป) ในขณะที่ผลการศึกษายังพบว่า
ความสุขจะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนโสดกับคนแต่งงาน แต่คนที่หย่าร้างหรือเป็นหม้ายจะมีระดับของความสุขที่ต่ำกว่าคนโสดเพียงเล็กน้อย
แต่ถ้าวัดในด้าน "ความพึงพอใจในชีวิต (Life Satisfaction)" กลับพบว่า คนที่แต่งงานแล้วจะมีระดับของความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนโสดอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะลดลงเมื่อมีการควบคุมปัจจัยทางด้าน "บุคลิกภาพ"
(Personality Trait) ของแต่ละคน
การให้ กับ
ความสุข -
เนื่องจากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย โดยชาวพุทธถูกสอนว่า "การให้"
จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะนำมาสู่ความสุข จากงานศึกษาโดย (ชิ้นที่ 2) Pholphirul
(2015) พยายามศึกษาถึงความเชื่อดังกล่าว โดยได้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจสังคมและวัฒนธรรมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ผลการศึกษาพบว่า การให้นำมาสู่ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการให้ในสิ่งที่เป็นเงินและสิ่งของจะนำมาสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการให้แรงหรือการทำงานอาสาสมัคร
ในขณะที่การให้ทางศาสนา (Religious Giving) เช่นการทำบุญ
ตักบาตร สังฆทานจะนำมาสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการให้ที่ไม่ใช่เป็นทางศาสนา (Non-Religious
Giving)
เมืองหรือชนบท - ประเด็นข้อหนึ่งที่อยู่ในใจผมก็คือ
การที่สื่อและสังคมโดยรอบพยายามเผยแพร่ภาพออกมาว่า "คนชนบทจะมีความสุขมากกว่าคนเมือง"
ในฐานะของคนหนึ่งที่เกิดในกรุงเทพ เรียนหนังสือและทำงานในกรุงเทพ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นสักเท่าใดนัก
จึงนำมาสู่งานวิจัย (ชิ้นที่ 3) Pholphirul (2014) ที่พยายามศึกษาว่าคนไทยในเมืองกับคนไทยในชนบท
ใครจะมีความสุขและความสบายใจมากกว่ากัน จากการศึกษาพบว่า ระดับความสุขของคนเมืองกับคนชนบทไม่ได้มีความแตกต่างกัน
(ตามนัยสำคัญทางสถิติ) แต่แตกต่างกันที่ "ความสบายใจ (Pleasure)" โดยการอาศัยอยู่ในเมืองส่งผลให้ระดับความสบายใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษา (ชิ้นที่ 4) -ของ Rukumnuaykit
(2015) ที่ได้อธิบายว่า สาเหตุที่คนไทยในเมืองมีระดับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำกว่าคนในชนบทเกิดจากความแตกต่างของสภาพถิ่นที่อยู่ระหว่างเมืองกับชนบท
(Urban-Rural Settings) ซึ่งส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ของคนเมืองไม่แน่นแฟ้นและรักใคร่กันเท่าคนชนบท
ซึ่งการสร้างความแน่นแฟ้นนี้จะส่งผลต่อการสร้างทุนทางสังคม (Social
Capital) ที่เข้มแข็งด้วยเช่นกัน โดยงานศึกษาชิ่งสอดคล้องกับงานศึกษาชิ้นสุดท้ายของ
Rukumnauykit and Pholphirul (2016) ที่ศึกษาหาความสำคัญระหว่างทุนทางสังคมกับความสุข
โดยผลการศึกษาพบว่า "ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อบุคคลในสังคมในการหยิบยืมข้าวของและความปลอดภัยในชุมชน
เป็นตัวบ่งชี้ระดับทุนทางสังคมที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการมีความสุข โดยพบว่า บุคคลที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนมีความน่าจะเป็นที่จะมีความสุขมากกว่าบุคคลที่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนประมาณร้อยละ
9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีความรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยในชุมชนจะเป็นที่จะมีความสุขมากกว่าผู้ที่มีความกังวลกับความปลอดภัยในชุมชนประมาณร้อยละ
6 อย่างมีนรัยสำคัญทางสถิติด้วยเช่นกัน
ครอบครัวกับความสุข -
งานศึกษาของ Rukumnauykit
and Pholphirul (2016) ยังพบว่า
สถาบันครอบครัวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างความสุขในครัวเรือน โดยระดับของความสุขของสมาชิกอื่นในครัวเรือน
มีผลเชิงบวกทำให้ระดับความสุขเพิ่มขึ้น 0.3 และ 0.5 ระดับ ต่อ 1 ระดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
อย่างไรก็ตาม
งานศึกษาเชิงปริมาณที่ศึกษาในระดับความสุขนี้ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญก็คือ การที่แบบจำลองอาจจะละเลยปัจจัยที่สำคัญอีกหลายปัจจัยที่ไม่สามารถหาได้จากการสำรวจ
ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา "การละเลยในตัวแปรที่จำเป็น" (Omitted
Variables) ซึ่งทำให้ผลการศึกษาข้างต้นเกิดการบิดเบือน (Bias)
ได้ ดังนั้นความสุขจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลครับ
ต่อให้ท่านเป็นหม้ายหรือหย่าร้าง เงินเดือนน้อย อาศัยอยู่ในเมือง
และไม่ค่อยได้ทำบุญทำทาน ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะมีความสุขต่ำเสมอไป
ทั้งนี้ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ (Personality Trait) ส่วนบุคคลมีความสำคัญมากที่จะกำหนดความสุขของตัวเราเอง
ตามหลักการทางพุทธศาสนา บางทีเพียงแค่ไม่ทุกข์ เราก็เป็นสุขแล้ว"
