20 กุมภาพันธ์ 2561

เก่งเล็ก..(อาจ) ไม่เก่งโต (กรณีศึกษาจาก Tennis 10s)

ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนคนเก่ง เราสอบโอลิมปิกวิชาการได้คะแนนต้นๆ ของโลก ในด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ เยาวชนไทยเองก็เก่งไม่แพ้ใคร แต่เพราะเหตุใดเราถึงมีคนไทยไปสู่ระดับโลกที่น้อยมาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที "ผู้ใหญ่และระบบรีบเร่งรีบสอนให้เด็กต้องเป็นผู้ใหญ่เกินตัว"

เนื่องจากลูกของผมแข่งเทนนิส ดังนั้นขอยกตัวอย่างเทนนิสมาให้ดูครับ การแข่งขันเทนนิสทั่วโลกที่พัฒนาแล้ว จะให้เด็กใช้สนามและอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะกับสรีระของเด็ก และมีการแข่งขันที่เรียกว่า Tennis 10s โดยการแข่งขันประเภทนี้จะกำหนดไว้ว่าลูกเทนนิสที่เด็ก (อายุไม่เกิน 10 ปี) ใช้แข่งจะต้องกระดอนต่ำกว่าลูกเทนนิสที่ผู้ใหญ่ใช้ ในขณะที่ไม้ต้องเป็นขนาดเล็ก และสนามที่พอเหมาะที่จะทำให้เด็กวิ่งและจัดตัวตีได้ทัน ดังนั้นเด็กที่ผ่านการเรียนและแข่งแบบ Tennis 10s (ถึงความเก่งจะยังไม่แสดงให้เห็นทันที) แต่ก็จะมีวงและสโตคที่สวยงาม ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้เล่นสร้างระบบ "ความทรงจำของกล้ามเนื้อ (Muscle Memory) ที่ถูกต้อง (หรือเรียกง่ายๆ ว่าความเคยชิน) ที่จะทำให้เขาได้กลายเป็นนักกีฬาที่เก่งในระดับโลกในอนาคต นอกจากนี้ระบบ Tennis 10s ยังสนับสนุนให้มีทั้งรอบผู้แพ้และรอบผู้ชนะ แข่งขันแบบพบกันหมด เด็กจึงรู้สึกว่า ถึงจะแพ้รอบแรกก็อาจจะกลับมาชนะได้ เด็กจึงสนุกกับการเล่นกีฬาและมีโอกาสกับการเล่นเทนนิสได้นานกว่านักกีฬาที่ต้องแข่งขันอย่างเข้มข้นตั้งแต่เด็ก (และจะเบื่อกับเทนนิสเมื่อโตขึ้น)
แต่ประเทศไทยเราทำตรงข้าม เราไปกำหนดให้เด็กต้องใช้ไม้ใหญ่ ตีลูกที่กระดอนเท่าผู้ใหญ่ ใช้สนามที่ใหญ่เท่าผู้ใหญ่ และเชื่อว่าถ้าเด็กคนไหนตีได้แรงและวิ่งได้เร็วเท่าผู้ใหญ่ แปลว่าเด็กคนนั้นเก่ง สุดท้ายเด็กคนนั้นก็เก่งจริงๆ ครับ แต่จะเก่งเฉพาะตอนเด็ก แต่อาจไม่เก่งตอนโต



ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ไม่ได้ปิดกั้นการแข่งขันแบบ Tennis10s ในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอะไร สมาคมไม่ได้บังคับให้รายการทุกรายการต้องใช้บอลนิ่ม แล้วแต่ผู้จัดแต่ละคน (แต่สุดท้ายก็จะใช้บอลแข็งเพราะทนแรงกดดันผู้ปกครองที่อยากให้ลูกรีบเก่งไม่ไหว) สมาคมไม่ได้สนับสนุนให้ Tennis10s มาถูกใช้ในการจัดอันดับ Ranking ได้ ซึ่งแน่นอนว่า การไม่สนับสนุนนี้ย่อมไม่เป็นการสร้าง "แรงจูงใจ" ให้คนมาเข้าร่วม และสุดท้ายเมื่อไม่ค่อยมีคนอยากเข้ามาร่วม ระบบที่ถูกต้องนี้จึงเกิดได้ยากในประเทศไทย (ตามที่หลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ไม่มีอุปสงค์....ก็ไม่เกิดอุปทาน (No Demand - No Supply)

                                       
รูปของลูกชายของผมขณะแข่งขันที่ใช้ไม้และบอลตามมาตรฐานของ Tennis 10s ซึ่งด้วยบอลที่ไม่เด้งสูงมากนักจึงทำให้เด็กสามารถย่อขาและจัดท่าตีลูกแบกค์แฮนด์ได้



เปรียบเทียบกับการศึกษาไทย เราเอา "มาตรฐานของผู้ใหญ่มาใส่ในเด็ก" เราใส่ความรู้ (ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ในวัยเด็ก) ให้เด็กมากมาย เราให้เด็กต้องเรียนในวิชาต่างๆ ให้เร็วขึ้น เช่น เอาเนื้อหาของมัธยมมากสอนเด็กประถม และใช้กระบวนการสอบแบบท่องจำ พ่อแม่เองก็ไปรีบให้ลูกต้องเก่งผ่านระบบการ "กวดวิชา" รัฐบาลเองก็ทราบปัญหาดีอยู่แล้ว และไม่ห้ามโรงเรียนที่มีการสอนแบบสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนโรงเรียนไทยอื่นๆ ให้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการสอนนั้น  สุดท้ายเราก็จะได้เด็ก "เก่งเล็ก" ออกมาจำนวนมาก แต่แล้วเด็กคนนั้นก็จะ "หายไปในระบบท่อ" และเป็นคนๆ หนึ่งที่ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับโลกมากนัก