จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
รวมถึงพฤติกรรมในการฟังเพลงที่เปลี่ยนแปลงไป ค่ายเพลงหลายต้องประสบกับปัญหาการขาดทุนหรือเลิกกิจการ
หลายแห่งยังจำเป็นต้องปรับตัวแตกรายไปทำผลิตสื่อชนิดอื่นๆ กระทบมาถึงนักร้องนักดนตรีที่จากเดิมที่จะได้รายได้จากการขายแผ่นซีดีมาสู่รายได้จากการเล่นคอนเสิร์ต
จึงไม่สามารถที่จะอยู่ได้อีกต่อไป
หนึ่งในการปรับตัวที่น่าสนใจต้องยกให้กับวง
BNK48 ที่ย่อมาจากคำว่า Bangkok48 ซึ่งเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ป (Girl
Group) ระบบแฟรนไชส์ที่ถูกถอดแบบมาจากวง AKB48 ในประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โมเดลทางธุรกิจและช่องทางในการหารายได้ของวงเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้จะแตกต่างจากการทำนักร้องในลักษณะเดิมๆ
ที่เน้นในการขายเพลงมาเป็น การขาย ของสะสม เช่น ชุดภาพถ่ายของสมาชิกในวงให้แฟนคลับ
(หรือที่เรียกว่า "โอตะ") ซื้อ การให้โอตะจ่ายเงินเพื่อจะสามารถจับมือกับไอดอลที่ชื่นชอบ
การออกงานและแสดงโชว์ และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีช่องทางให้โอตะได้ติดตามกิจกรรมต่างๆ ภายใต้คอนเซปต์ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้”
ในด้านสมาชิก
วง BNK48 มีสมาชิกมากถึง 28 คนโดยแบ่งเป็นwสมาชิกหลัก 16 คน และมีสมาชิกที่เหลืออีก 12 คน เป็นตัวสำรอง (ในขณะที่วงพี่สาวอย่าง AKB48 มีสมาชิกกว่า
100 คน) ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้เด็กทุกคนในวงเกิดแรงกระตุ้นที่จะการพัฒนาความสามารถของตัวเองเพื่อให้ได้ขึ้นมาเป็นตัวหลักในวง ทั้งนี้
สัญญาการจ้างต่างๆ จะไม่เป็นการผูกมัด
ในกรณีที่เด็กคนใดต้องการลาออกจากวงไปทำงานอย่างอื่น หรือไปศึกษาต่อ
ก็สามารถทำได้โดยทางวงจะใช้คำว่า "จบการศึกษา"
ถ้าเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อถึงจุดเด่นและจุดด้อยของธุรกิจแบบนี้สามารถอธิบายได้ 3-4 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก - ปัญหาการเลือกที่ไม่พึงประสงค์
(Adverse
Selection Problem)
โดยการผลิตนักร้องแต่เดิมในอดีต
บริษัทค่ายเพลงต่างๆ
จะต้องเผชิญกับปัญหาการเลือกที่ไม่พึงประสงค์ตลอดเวลาจากการเลือกปั้นศิลปินมาคนหนึ่ง
ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาโดยที่ไม่ทราบเลยว่านักร้องคนนั้นจะทำกำไรหรือขาดทุน
จนกระทั่งระบบการเฟ้นหานักร้องดังกล่าวถูกพัฒนามาสู่ระบบ Reality Show ที่ใช้รายการการประกวดร้องเพลง (เช่น รายการ The Star หรือรายการ The Voice เป็นต้น)
เป็นช่องทางในการลดปัญหา Adverse Selection ดังกล่าว
จากการเลือกสนับสนุนคนที่ชนะการประกวดโดยเชื่อว่าคนที่ชนะการประกวดจะเป็นคนที่น่าจะทำกำไรให้กับค่ายเทปนั้นได้
ในขณะที่ระบบการคัดเลือกศิลปินของ BNK48 จะเปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาทดสอบเพื่อเป็นไอดอล
ทำให้ประหยัดต้นทุนในการสร้างนักร้อง และสามารถเปลี่ยนนักร้องในวงได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงที่เกิดจากปัญหา Adverse
Selection นี้ได้
ประเด็นที่สอง - ระบบการจ้างงานและการเลื่อนขั้น (Employment
Relations and Promotion) - โดยเนื่องจากเป็นสัญญาที่ไม่ผูกมัดและเป็นระบบแบบ
"ตัวจริง" และ "ตัวสำรอง" จึงทำให้เป็นระบบที่สร้างแรงจูงใจ (Incentive) ให้ศิลปินแต่ละคนอยากที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้ตนได้ขึ้นมาอยู่
"แถวหน้า" ของวง ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างผลิตภาพในการทำงาน (Productivity)
ได้อย่างเต็มดี อย่างไรก็ดี ระบบนี้ยังสร้างจุดอ่อนในเรื่องของการสร้างโอกาสที่จะเกิดการ
"ขัดแย้ง" ระหว่างสมาชิกในวงได้ง่าย เพราะเป็นระบบที่สร้าง
"การแข่งขันกันเอง"
ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ทั้งสร้างมิตรและสร้างศัตรูกันระหว่างคนในวงได้โดยง่าย
ถึงแม้ว่าทางวงจะสามารถหาคนใหม่เพื่อมาทดแทนคนเก่าได้ง่ายก็ตาม
แต่การสร้างความสัมพันธ์ของนักร้องใหม่ๆ
กับแฟนคลับยังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องใช้เวลา
ประเด็นที่สาม - ระบบแฟรนไชส์ - ถึงแม้ว่าระบบแฟนไชส์จะเป็นระบบที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
(Franchisee)
จะได้ประโยชน์จากการได้สิทธิ์ในการใช้แฟรนไชส์เกิร์ดกรุ๊บนี้ก็ตาม
แต่ข้อเสียของระบบนี้ก็คือผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์อย่างบริษัท Rose Artist Management จะไม่มีสิทธิในการทำอะไรตามใจมากนัก
แต่ทำได้เพียงการเป็นผู้ช่วยในการส่งเสริมการตลาดระบบแฟรนไชส์ไอดอล (Idol
Marketing) นี้ โดยบริษัทที่ซื้อสิทธิแฟรนไชส์อย่าง
Rose Media จะไม่สามารถแต่งเพลงขึ้นมาเองใหม่
สร้างภาพลักษณ์ใหม่ หรือสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใดๆ ต่อวงเกิร์ลกรุ๊ปแฟรนไชส์นี้ได้
ทั้งนี้ประเด็นท้าทายที่สุดของการรักษาระบบ Idol Franchise นี้ก็คือ การจัดการอารมณ์และความรู้สึกของแฟนคลับ
เนื่องจากเป็นฐานรายได้หลัก
เพราะถ้าหากเกิดความไม่ประทับใจอาจส่งผลต่อการติดตามต่อไปได้ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการผลิตศิลปินนักร้องแบบเดิมๆ
ที่ค่ายเพลงสามารถที่จะนำเสนอทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ แก่ศิลปินของตนได้ง่ายกว่า
ประเด็นที่สี่ - ฟองสบู่ในสินค้าไอดอล (Idol's Products
Bubble) - สินค้าไอดอล ตั้งแต่รูปภาพมีการปั่นราคาในตลาดขึ้นไปหลักหลายหมื่นบาทสำหรับภาพประเภท
SSR (Super Special Rare) ที่เป็นภาพพร้อมลายเซ็น โปสเตอร์
เสื้อยืด ผ้าเชียร์ และซีดีที่แฟนเพลงส่วนใหญ่ยอมรับว่าซื้อเพื่อต้องการบัตรจับมือกับเมมเบอร์จึงทำให้สินค้าเหล่านั้นเกิด
"การปั่นราคา" ที่สูงกว่าคุณค่าของมันจริงๆ คล้ายกับการเกิดปัญหา
"ฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์" ซึ่งราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงนี้เกิดขึ้นมากในอัลบั้มที่
2 ของวงที่มีเพลงดังอย่างเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย แต่ในขณะที่ชุดที่
3 เมื่อตลาดการลงทุนเริ่มอิ่มตัว
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า แฟนคลับจะยินดีจ่ายในราคาเดิมหรือไม่ เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อสินค้ามีปริมาณมากขึ้นราคาในตลาดก็มักจะถูกลงเมื่อนักลงทุนสินค้าพบว่าไม่ได้กำไรดีเหมือนเมื่ออัลบั้มที่1-2
อาจจะลดจำนวนการสั่งซื้อได้ และนั่นหมายถึงคุณค่าที่ลดลงของวง
BNK48 ด้วยนั่นเอง
ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ดังกล่าว จึงเป็นความท้าทายต่อ "ความยั่งยืน"
ของโมเดลทางธุรกิจแบบนี้ในประเทศไทย
ซึ่งผมเข้าใจว่าเจ้าของผู้นำเข้าแฟรนไชส์ไอดอลอย่างบริษัท Rose Artise
Management เองก็คงเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจนี้เป็นอย่างดีว่าเป็นธุรกิจที่ยากที่จะเกิดความยั่งยืนได้เหมือนกับ
AKB48 ของญี่ปุ่น ดังที่หนึ่งในผู้บริหารของบริษัทเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ
“ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของหนุ่มเมืองจันทน์ ว่าต้องการ "จะถอนทุนคืนให้ไวที่สุด"
