23 มีนาคม 2561

เพิ่มผลิตภาพในการทำงานด้วย "การจัดวางออฟฟิส"


วันนี้ผมมีโอกาสได้เข้าเมือง (ต่างจากปกติที่มักอยู่แถวทุ่งบางกะปิ) มาบรรยายที่บริษัท Deloitte (Thailand) ตรงถนนสาธร ทำให้มีโอกาสได้เปิดหูเปิดตาและตื่นตาตื่นใจไปกับการจัดวางออฟฟิสสมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจากออฟฟิสในแบบเดิมๆ โดยเฉพาะกับแบบราชการที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างมาก การจัดวางออฟฟิสเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งต่อการเพิ่ม (หรือลด) ผลิตภาพในการทำงาน เนื่องจากพนักงานมักถูกคาดหวังว่าต้องทุ่มเทกับการทำงาน พนักงานส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้เวลาที่ออฟฟิสมากกว่าที่บ้าน ดังนั้นการจัดวางออฟฟิสให้น่าอยู่และน่าทำงานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม การจัดวางออฟฟิสส่วนใหญ่จะจัดในลักษณะของแบบคอกปิด (Closed Cubical) ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการใช้พื้นที่ให้มีประโยชน์สูงสุด และยังเป็นการสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับพนักงาน



อย่างไรก็ตาม ด้วยการทำงานในปัจจุบันที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ รวมถึงการทำงานเป็นทีม การจัดออฟฟิสสมัยใหม่จึงเป็นลักษณะของการเปิดพื้นที่มากขึ้น (Open Plan) โดยการมีโต๊ะประชุมใหญ่ๆ เป็นหลัก มีมุมพักผ่อนและมุมที่พนักงานจะสังสรรค์กันเพิ่มขึ้น มีไวไฟความเร็วสูง (มาก) นอกจากนี้ยังเลือกที่จะใช้สีสันในการตกแต่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสีแต่ละสีเองก็ส่งผลทางด้านจิตวิทยาที่แตกต่างกัน (เช่นสีฟ้าช่วยเพิ่มความสงบใจ สีเขียวเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ สีแดงเพิ่มพลังในการทำงาน สีน้ำตาลเพิ่มความขี้เกียจ หรือสีชมพูช่วยลดความก้าวร้าว เป็นต้น)

ในขณะที่หัวหน้างานก็จะเลือกจัดออฟฟิสแบบเข้าถึงง่าย เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานการทำงาน ในขณะที่หัวหน้างานเองก็ง่ายต่อการสอดส่องดูแลพนักงาน

อย่างไรก็ดี จริงๆ แล้วการจัดแบบ Open Plan นี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่มีความเป็นส่วนตัว การไม่มีสมาธิในการทำงานบางประเภท (ที่ต้องการสมาธิเป็นหลัก) รวมไปถึง ปัญหาในด้านการรักษาความลับทางการค้าและสัญญาการค้าต่างๆ เป็นต้น

จากการสำรวจของบริษัท Dale Office Inter พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า การจัดวางออฟฟิสที่มีส่วนผสมของทั้งสถานที่ทำงานและสถานที่พักผ่อนจะมีส่วนสำคัญต่อการลดความเครียดจากงาน สร้างความยืดหยุ่นจากการทำงานในแต่ละประเภท และยังช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน

นอกจากนี้ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ส่งผลให้ลักษณะของงานเกิดการเปลี่ยนแปลง อันทำให้เกิด "ลักษณะของออฟฟิสสำหรับอนาคต (Office in the Future) ขึ้นโดยมีลักษณะดังนี้
1.       การทำงานระยะไกลจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น โดยจากการศึกษาของ Fuze Research พบว่า ประมาณร้อยละ 83 ของคนงานไม่คิดว่าพวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานอยู่ที่ออฟฟิสตลอดเวลา ในขณะที่ประมาณร้อยละ 38 ระบุว่า เขาเหล่านั้นชอบในการทำงานระยะไกล (Remote Work) มากกว่า 
2.       ด้วยแนวโน้มของงานที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ออฟฟิสในลักษะทางกายภาพมีแนวโน้มลดลง และถูกเปลี่ยนเป็นแบบการใช้ออฟฟิสร่วมกัน (Collaborative Office Space) มากขึ้น
3.       การทำงานในโต๊ะประจำเดิมๆ จะเริ่มหมดไป ในขณะที่การทำงานในลักษณะของโต๊ะประชุมหรือการทำงานในร้านกาแฟจะมีโอกาสเกิดขึ้นมาก
4.       ชั่งโมงการทำงานแบบจาก 9 โมงถึง 5 โมงเย็นจะเริ่มหายไป แต่จะเป็นการทำงานในลักษณะของ 7 วัน 24 ชั่วโมง หรือเป็นลักษณะของงานที่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ดังนั้นการจัดวางออฟฟิสที่เหมาะสมจึงควรเน้นไปที่ "ความหลากหลาย" สำหรับพนักงานที่ทำงานในแต่ละประเภท และที่มีสไตล์การทำงานที่หลากหลาย เช่นอาจมีทั้งแบบคอกสำหรับพนักงงานที่ต้องการความสงบ มีแบบโต๊ะใหญ่เปิดสำหรับพนักงงานที่ต้องทำงานเป็นทีม มีแบบห้องสำหรับงานที่ต้องการประชุม มีแบบนอนทำงานสำหรับงานที่ต้องการไอเดียใหม่ๆ เป็นต้น โดยไม่จำเป็นที่พนักงานจะต้องนั่งทำงานที่โต๊ะเดิมๆ ของตัวเอง แต่สามารถปรับเปลี่ยนโต๊ะทำงานได้ตามความต้องการ รวมไปถึงมีมุมตรงกลางที่จะให้พนักงานได้พักผ่อน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเครียดจากการทำงาน ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม ลดความน่าเบื่อจากการทำงาน พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ลดอัตราการลาออกจากงานได้