ต้องยอมรับว่า
ความสำเร็จของละครแห่งปีอย่างบุพเพสันนิวาสจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการตื่นตัวของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศไทย
(โดยเฉพาะในจังหวัดอยุธยาและจังหวัดลพบุรี) เพิ่มมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นกระแสของการแต่งตัวชุดไทย
(ทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ) ไปเที่ยวในสถานที่สำคัญของจังหวัดดังกล่าวเพิ่มขึ้น
รวมไปถึงยังไปทำกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะของการ "ตามรอยละครดัง"
เช่นการไปกินกุ้ง ก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี
คำถามที่ต้องพยายามหาคำตอบต่อมาก็คือ
"ภาครัฐจะสามารถทำให้กระแสการท่องเที่ยวนี้มีความยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด
และจะทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนจะเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวนี้ได้มากขึ้น"
ซึ่งจะทำให้กระแสของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อมีส่วนช่วยในการลดความยากจน
(Pro-Poor Tourism
ได้ ทั้งนี้สาเหตุหลักที่การท่องเที่ยวสามารถถูกใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญต่อการช่วยลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาได้ดังนี้
·
- ตลาดของการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในตลาดของผู้ผลิต (Market comes to the producers) แทนที่จะเกิดในตลาดของผู้บริโภคเหมือนกับสินค้าและบริการอื่นๆ ดังนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับจากเม็ดเงินของการท่องเที่ยวจึงมีแนวโน้มสูงที่จะตกอยู่กับผู้ผลิตโดยตรง
- การท่องเที่ยวมีการสร้างการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม (Inter-Sectoral Linkages) สูง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิตที่มีการจ้างงานคนยากจน เช่นภาคเกษตรกรรมและการเพราะปลูก การผลิตอาหาร รวมไปถึงประชากรที่อยู่ห่างไกลในชนบท
- การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีลักษณะของ "การจ้างงานเข้มข้น (Labor-Intensive) กว่าอุตสาหกรรมการผลิตและบริการอื่นๆ ซึ่งแสดงว่าแรงงานในอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวดังกล่าว
- นอกจากจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานเข้มข้นแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีการจ้างแรงงานกลุ่มผู้ด้อยโอกาสสูงกว่าภาคการผลิตและภาคบริการอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แรงงานผู้หญิง แรงงานเด็ก แรงงานคนพิการ แรงงานที่มีทักษะต่ำ หรือแรงงานผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งผู้มีฐานะยากจนโดยส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้
- ภาคการท่องเที่ยวมีระดับของการกีดกันการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ต่ำ (Low Barriers to Entry) เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่คนยากจนจะเข้ามาประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวนี้ได้ง่าน เช่นการขายของชำร่วย การขายอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการบ้านพัก หรือการเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวเป็นต้น
- การท่องเที่ยวส่งผลทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้สามารถขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องได้ราคาที่เพิ่มสูงขึ้น (หรือนำเข้าสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง) ซึ่งจะส่งผลทำให้รายได้ที่แท้จริง (Real Income) เพิ่มสูงขึ้น อันส่งผลต่อเนื่องมาสู่รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
- การท่องเที่ยวยังช่วยในการลดความเสี่ยงและปัจจัยที่ไม่ได้คาดหวัง (Shock) ต่างๆ จากการที่ชาวบ้านที่มีฐานะยากจนสามารถหารายได้นอกเหนือจากอาชีพประจำซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงของรายได้และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างๆ
ทั้งนี้
ปัจจัยหลักที่จะสนับสนุนให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวนั้นไม่เพียงแต่จะต้องมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในพื้นที่นั้นๆ
เป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่จะต้องมีการการเชื่อมโยงไปสู่สาขาการผลิตอื่นๆ
สูงและมีการรั่วไหลของรายได้ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวต่ำ
โดยคนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวนั้น
รวมไปถึงจะต้องมีการจ้างงาน
หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับแรงงานที่มีทักษะต่ำและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของคนยากจน
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ในช่วงปี ค.ศ.1990 การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based
Tourism) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวเพื่อลดความยากจน
เนื่องจากการท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้ตั้งสมมติฐานอย่างชัดเจนว่า
การท่องเที่ยวโดยชุมชนเนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
สังคม และวัฒนธรรม กำหนดทิศทางโดยชุมชน จัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชนและชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของมีสิทธิในการจัดการดูแล
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แก่นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยี่ยมเยือน
อย่างไรก็ดี
การท่องเที่ยวโดยชุมชนจำนวนมากกลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยสามารถระบุถึงสาเหตุได้ 3
ประการหลักๆ
ประการแรก
การท่องเที่ยวโดยชุมชนยังไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากเท่าที่ควร
โดยผู้ให้บริการจึงมีอยู่จำนวนน้อยทำให้ผลกระทบต่อการสร้างรายได้และส่งผ่านรายได้ไปสู่คนที่มีฐานะยากจนนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นมาก
ประการที่สอง
การท่องเที่ยวโดยชุมชนส่วนมากเกิดจากการที่ผู้ริเริ่มไมได้มีความชำนาญในการประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยว
ตั้งแต่การมีเครือข่ายกับนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยว
(โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ) การให้การบริการนักท่องเที่ยวในกิจกรรมต่างๆ
ที่ยังไม่ตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ชาวบ้านที่เป็นผู้ให้บริการยังคงทำอาชีพด้านการท่องเที่ยวนี้เป็นอาชีพเสริม
จึงอาจไม่ได้ลงมือทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้ทั้งหมด
แต่อาจประกอบอาชีพอื่นๆ เสริมด้วย เช่นเกษตรกรรม
ประการที่สาม โครงการการท่องเที่ยวโดยชุมชนส่วนมากเกิดจากเงินบริจาคหรือเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิ
ซึ่งการพึ่งพาเงินช่วยเหลือนี้ส่งผลทางลบต่อความยั่งยืนทางการเงิน
นอกจากนี้ นโยบายการท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนคนยากจนยังมีข้อจำกัดสำคัญที่ขาดการพิจารณามิติอื่นๆ
อย่างเช่น มิติความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งนี้การท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนคนยากจนได้ให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่คนยากจนได้รับเป็นสำคัญ
โดยไม่พิจารณาถึงการกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
และเนื่องจากคนจนเสียเปรียบคนร่ำรวยในด้านต่างๆ(อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ความรู้ โอกาส) เป็นอย่างมาก คนร่ำรวยจึงได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวมากกว่าคนยากจนที่ได้รับ
และอาจทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมรุนแรงขึ้น
แม้ว่าการท่องเที่ยวนั้นจะถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนความยากจนและคนยากจนก็ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นนั้นก็ตาม

